มองปัญหา "เขื่อน" "ผ่านวันหยุดเขื่อนโลก"

ไทยโพสต์ 13 มีนาคม 2554

ในวันที่ 14 มีนาคมของทุกปีเป็น "วันหยุดเขื่อนโลก" ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากภาคพลเมืองเครือข่ายระดับโลกที่ต่อต้านความหายนะที่มา จากเขื่อนมารวมตัวกัน ทั้งจากเครือข่ายคัดค้านเขื่อนแห่งบราซิล (MAB) เครือ ข่ายหยุดเขื่อนแห่งชิลี เครือข่ายแม่น้ำนานาชาติ (IRN) ขบวนการปกป้องนาร์มาดาแห่งอินเดีย เครือข่ายแม่น้ำแห่งยุโรป (ERN) และตัวแทนจากประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดการประชุมนานาชาติของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนครั้ง ที่ 1 ขึ้น ณ เมืองคิวริทิบา ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 11-14 มีนาคม 2540 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้เรื่องเขื่อน โดยที่ประชุมได้ตกลงให้มีคำประกาศคิวริทิบาเพื่อ "ยืนหยัดการมีสิทธิความเป็นมนุษย์และวิถีชีวิตของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากเขื่อน" และได้กำหนดให้วันที่ 14 มีนาคมของทุกปีเป็น "วันหยุดเขื่อนโลก" ด้วย โดยมีคำขวัญที่จะใช้ร่วมกันว่า "น้ำเพื่อชีวิตไม่ใช่เพื่อความตาย"

     ดังนั้น ในบ้านเราปัญหาของ "เขื่อน" ก็ยังคงเป็นประเด็นร้อนอยู่ แม้จะไม่ได้มีการพูดถึงมากนัก อย่างกรณี "เขื่อนปากมูล" ที่เพิ่งผิดหวังจากการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี ในเวทีประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ชาวบ้านเรียกร้องให้เปิดเขื่อนปากมูลถาวร 5 ปี แม้จะมีนักวิชาการผู้ศึกษาผลกระทบเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม แต่รัฐบาลอ้างถึงข้อมูลของปริมาณน้ำว่าจะขาดแคลนหรือไม่หากต้องมีการเปิด เขื่อน เพราะผลการศึกษาที่ผ่านมาเราไม่ได้เจอแค่วิกฤติน้ำโขงเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้คณะกรรมการศึกษาเขื่อนปากมูล ที่มี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะ กรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลไปศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง ในเวลา 45 วัน และให้นำกลับเข้ารายงานที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณา ขณะที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนชาวอุบลราชธานีต้องขนข้าวของกลับบ้านอย่างผิด หวัง หลังมาปักหลักชุมชนที่ลานพระบรมรูปทรงม้าร่วมเดือน

     ขณะที่เรื่องวิกฤติน้ำโขงที่ตอนนี้ถูกนำมาเป็นโจทย์ผูกโยงกับเขื่อนปาก มูล เนื่องจากเขื่อนปากมูลอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงเพียงแค่ 6 กิโลเมตร ก็กำลังเป็นประเด็นปัญหา เพราะเมื่อเข้าช่วงหน้าแล้ง ลำน้ำโขงก็มักจะวิกฤติ บางช่วงน้ำแห้ง เรือไม่สามารถแล่นผ่านได้ แท้จริงแล้วเรื่องของวิกฤติน้ำโขงนั้นเป็นเพราะภัยแล้ง หรือโลกร้อน หรือเป็นเพราะ "เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ" ที่กำลังระดมสร้างลงในแม่น้ำโขงสายหลังตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีน จนมาถึงลุ่มน้ำโขงตอนล่างที่ประเทศกัมพูชา

     เวลาเดียวกัน "เขื่อนไซยะบุรี" ที่แก่งหลวง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ในเวทีเสวนาเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำโขง ได้สะท้อนภาพของแม่น้ำโขงวันนี้ ที่ชาวบ้านต่างคิดเห็นตรงกันว่าผลกระทบที่ เกิดขึ้น ทั้งเกิดน้ำท่วมและน้ำแห้ง มาจากการสร้างเขื่อนปิดกั้นลำน้ำที่ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดย นายนิวัติ ร้อยแก้ว กลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย บอกว่า หากติดตามเรื่องนี้มาตลอดจะพบว่าก่อนสร้างเขื่อนน้ำในแม่น้ำโขงระดับ น้ำจะสูงกว่านี้มาก หลังจากการสร้างเขื่อนที่จีนน้ำโขงก็ลดระดับลง เรื่อยๆ แม้ว่าที่ผ่านมาทางจังหวัดเชียงรายจะแก้ไขปัญหาโดยการสร้างฝาย แต่ มองว่าเป็นการแก้กันคนละเรื่อง เพราะการสร้างฝายไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ปัญหา คือ การไม่ยอมรับในประเด็นปัญหาของแม่น้ำโขงจากรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วแม่น้ำโขงวิกฤติอยู่ที่การสร้างเขื่อน

     "จากงานวิจัยหลายฉบับบอกว่าเขื่อนเป็นสาเหตุของน้ำโขงแห้ง ซึ่งถ้าเกิดจากโลกร้อนจริง ทำไมแม่น้ำสาละวินจึงไม่แห้ง ชาวบ้านท้องถิ่นก็ รู้ว่าเมื่อก่อนไม่เป็นอย่างนี้ หลังจากแม่น้ำโขงมีคนมาบังคับและจัดการแล้ว เวลานี้รัฐบาลไทยได้หารือปัญหา กับรัฐบาลจีนหรือยัง และต้องถามว่า กรมทรัพยากรน้ำรู้ปัญหานี้จริงหรือไม่ ทุกวันนี้ไม่ยอมรับว่าแม่น้ำโขงแห้ง เพราะเขื่อน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรใช่หรือไม่" นายนิวัติกล่าว

     ขณะที่ช่วงนี้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง ปริมาณน้ำในแม่น้ำจะลด ระดับลงตามธรรมชาติ นายมิติ ยาประสิทธิ์ นักวิชาการเครือข่ายรักษ์เชียงแสน จ.เชียงราย บอกว่า ในเมื่อมีการสร้างเขื่อนที่จีนไปแล้ว จีนต้องเปิดเผยข้อมูลการกักน้ำ และการปล่อยน้ำจากเขื่อนให้ไทยทราบ และรัฐบาลไทยควรนำเรื่องนี้ เจรจากับรัฐบาลจีนอย่างจริงจัง เพราะถือว่าคนท้ายน้ำก็เป็นคนที่ใช้แม่น้ำสายเดียวกัน และเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลต้องเป็นฝ่ายแก้ไข และอย่าคิดแต่เรื่องผล ประโยชน์เพียงอย่างเดียว

     ส่วน "เขื่อนไซยะบุรี" ที่ประเทศลาว ก็กำลังเร่งเครื่องเดินหน้า หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไปมีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อไฟฟ้าถึง 1,220 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ จากเขื่อนไซยะบุรี ที่ บริษัท ช.การช่าง เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยมี 4 ธนาคารพาณิชย์ของไทยให้เงินกู้ถึง 95% จากเงินลงทุน 105,000 ล้านบาท ซึ่งทางการลาวประกาศเดินหน้าสร้างเขื่อนเร่งด่วน ทั้งๆ ที่ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่ประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย จะระบุว่า หากสร้างจะเกิดผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างมหาศาล และการให้ข้อมูลการก่อสร้างยังคลุมเครือ ทีมงานของ MRC จึงทำบทสรุปเสนอว่า ควรเลื่อนเวลาการสร้างเขื่อนไปอีก 10 ปี เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้านเสียก่อน ขณะที่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลลาวได้ออกแถลงการณ์ละจุดยืนที่ชัดเจนในการเดินหน้าโครงการต่อโดยไม่ ยอมขยายเวลาให้ไทย โดยให้เหตุผลว่า ได้จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งด้านเทคนิค วิศวกรรม โดยยืนยันว่าไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างเขื่อนในพื้นที่ของลาวด้วย

     ในเวทีเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง "การลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้านและความรับผิด ชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม มองผ่านโครงการเขื่อนไซยะบุรีบนแม่น้ำโขง" ที่จัดขึ้นที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนภาพของการลงทุนของประเทศไทยในการสร้างเขื่อนไซยะบุรี จากนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะทำงานองค์กร แม่น้ำนานาชาติ (International rivers) และเครือข่ายโครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ถึงประเด็นปัญหาการสร้างเขื่อนไซยะบุรีจากการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อน บ้าน และปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่อาจจะส่งผลกระทบข้ามพรมแดน

     โดยกรณีเขื่อนไซยะบุรีมีความน่าสนใจหลายมิติ แม้ว่าจะยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในวันนี้ แต่ก็เป็น 1 ใน 12 เขื่อนใหญ่ที่มีแผนการจะสร้างในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กับรัฐบาลลาว และได้ว่าจ้าง บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัดเป็นผู้ศึกษา สำรวจข้อมูลโครงการ และศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2550 และสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2551

     หลังจากผ่านเรื่องของการศึกษาความเหมาะสมในการสร้างเขื่อนไซยะบุรีให้เป็น เขื่อนทดน้ำ เช่นเดียวกับเขื่อนปากมูลในประเทศไทย เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยขนาดกำลังการ ผลิตติดตั้ง 1,280 เมกะวัตต์ มูลค่าการก่อสร้างมากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่น 5 พันล้านบาทแล้ว ตามแผนจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2562 และเตรียมผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้ประมาณ 7,370 กิกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี

     คำถามที่ตามมาคือ ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของไทยมีมากมายขนาดนี้เลยหรือ ในประเด็นนี้ เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้อำนวยการโครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาภูมิภาคลุ่มน้ำโขง บอกว่า ความต้องการด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยเป็นการชี้ขาดว่า ลาวควรจะสร้างหรือไม่สร้างเขื่อนในลำน้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะเมื่อ เปรียบเทียบจากการประมาณการของแต่ละประเทศในลุ่มน้ำโขงมีความต้องการพลังงาน เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ที่น่าสังเกตร้อยละ 96 เป็นความต้องการจากไทยและเวียดนาม โดยไทยเป็นผู้ซื้อไฟรายใหญ่ที่สุดจาก โครงการแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ซึ่งหากไทยและเวียดนามตัดสินใจไม่รับซื้อ ไฟฟ้า โครงการสร้างเขื่อนก็จะไม่ถูกผลักดันให้เกิดขึ้น ขณะที่อีก 5 ปีข้างหน้ายังจะมีเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ในน้ำสาขาของแม่น้ำโขงอีก 41 โครงการ และในประเทศจีนอีก 8 โครงการ

     "มองว่าความต้องการส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากกว่าภาคประชาชน เพราะหากเปรียบเทียบการใช้ไฟของประชาชนชาวบ้านทั่วไปก็ใช้เพียงเล็กน้อยเท่า นั้น แล้วทำไมชาวบ้านต้องจ่ายเงินให้ภาคอุตสาหกรรม และต้องเสียทรัพยากรธรรมชาติ ไปกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รับประโยชน์ ดูแล้วไม่ยุติธรรมเลย" เปรมฤดีกล่าว

     แม้ปัจจัยด้านพลังงานจะกลายเป็นชนวนสำคัญทำให้เกิดโครงการเขื่อนไซยะบุรีโดย อาศัยช่องว่างของกฎหมายที่อ่อนแอของ สปป.ลาว ในการเดินหน้า ขณะที่การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสังคมหรือ SIA โดย บริษัท ทีม คอนซัลแทนท์ ที่บริษัท ช.การช่างได้ว่าจ้างให้จัดทำขึ้น ก็เป็นเพียงแค่การสำรวจข้อมูลเบื้องต้น และสำรวจจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ได้กับสภาพความเป็นจริง

     เรื่องนี้ อาจารย์สุรสม กฤษณะจูฑะ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะผู้ที่อ่านรายงานการประเมินผลกระทบด้านสังคม หรือ SIA ของโครงการเขื่อนไซยะบุรี กล่าวว่า จากรายงานฉบับนี้มีข้อที่น่าสังเกตหลาย เรื่อง ทั้งเรื่องของข้อมูลการสำรวจของพื้นที่ไม่ตรงกับหลักการ และเหตุผล ที่เป็นจริง และในบางบทของรายงานยังไม่สอดคล้องกัน โดยการประเมินผลกระทบทางสังคมมีการกำหนดมาตรการในการลดผลกระทบ มีทั้งแผนการดำเนินงาน งบประมาณเพื่อเสนอต่อรัฐบาลลาว รวมทั้งจัดให้มีกิจกรรมการปรึกษาหารือ สาธารณะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนำข้อเสนอเหล่านี้มาใช้ในการลดผลกระทบ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่รายงานฉบับนี้กลับไม่มีทั้งข้อเสนอหรือแผน การลดผลกระทบที่ชัดเจน หรือมีการนำข้อมูลจากเวทีที่หารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบรรจุเข้าไว้ใน รายงาน จึงไม่มีความสมบูรณ์ และไม่สามารถะนำมาใช้ได้จริง

     ขณะที่การรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ได้จัดทำขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2553 เพื่อเป็นฐานในการตัดสินใจการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก โดยได้มีการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการผลิตไฟฟ้า มาเปรียบเทียบกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนริมแม่น้ำ ตลอดจนเศรษฐกิจ ท้องถิ่นของชุมชน เนื่องจากเขื่อนที่สร้างขึ้นปิดกั้นลำน้ำ จะคุกคามนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขงอย่างไม่สามารถเรียกคืนได้ และยังสร้างความ เสี่ยงต่อวิถีชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของประชาชนนับล้านคนที่ต้องพึ่งพา ทรัพยากรแม่น้ำโขงด้วย คณะกรรมการ MRC จึงได้แนะนำให้ชะลอการตัดสินใจสร้างเขื่อนเหล่านี้ออกไปอีก 10 ปีจนกว่าจะมีการศึกษาอย่างรอบด้าน

     นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อน ทั้งเขื่อนปากมูลที่ต้องแลกด้วยวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน และเขื่อนไซยะ บุรีที่กำลังเดินหน้า อนาคตอาจจะต้องแลกกับการสูญเสียภาคเกษตรริมโขง ที่เป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการ เกษตร รวมถึงวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำและปลานานาชนิดในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปลาบึกที่ใกล้สูญพันธุ์

     ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพื่อแลกกับความมั่นคงทาง "พลังงานไฟฟ้า" แต่ทว่า "เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ" คือคำตอบสุดท้ายหรือหนทางที่ดีที่สุดแล้วหรือ สำหรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สวนทางกับการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน.!!