สภาองค์กรชุมชนน้ำโขงฯไม่เอาเขื่อนไซยะบุรี

ไอเอ็นเอ็น 15 มีนาคม 2554

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่ม น้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)ประกาศกร้าวไม่เอาเขื่อนไซยะบุรี ออกจดหมายเปิดผนึกจี้นายก ยกเลิกโครงการส่วนส.ว.สุรจิต ชิรเวทย์ เตรียมสรุปข้อคิดเห็นถึง “อภิสิทธิ์” แสดงจุดยืนไทยไม่เอาเขื่อนไชยะบุรี พร้อมเรียกร้องให้เปิดเวทีรับฟังความเห็นครอบคลุมตลอดแนวแม่น้ำโขงจากเหนือ ถึงอีสาน

ที่ บริเวณริมแม่น้ำโขง ณ โรงเรียนโรซารีโอ บ้านเวียงคุก จ.หนองคายเครือข่ายสภาองค์กรชมชนลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน ได้จัดเวทีชาวบ้านเพื่อรับฟังผลกระทบต่อกรณีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ของประเทศลาว ซึ่งในเวทีดังวกล่าวได้มีตัวแทนชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างใน 6 จังหวัดในภาคอีสาน ที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงเช่น จ.เลย จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.อุบลราชธานีและนายหาญ ณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (แห่งประเทศไทย)ในฐานะกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ วุฒิสภาได้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวด้วย ซึ่งในเวทีดังกล่าวได้เปิดรับฝังข้อมูลจากตัวแทนฝ่ายต่างๆ อย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนและในบทสรุปสุดท้ายเวทีดัง กล่าวไม่เห็นด้วยต่อการสร้างเขื่อนไซยบุรี ซึ่ง จะมีผลกระทบกับชีวิตของพี่น้องประชาชนในริมฝังแม่น้ำโขงถึง 4 ประเทศ คือ ลาว ไทย กัมพูชา และ เวียดนาม ทางเครือข่ายสภาองค์กรชมชนลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน จึงได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ยกเลิโครงการการสร้างเขื่อนไซยบุรีบนแม่น้ำโขง โดยเน้นถึงมาตรการตอบโต้ถ้ายังมีการดำเนินการสร้างเขื่อนไซยบุรี คือจะทำหนังสือเปิดผนึกถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้านทุกพรรคทุกพรรคเพื่อตรวจสอบ โครงการดังกล่าว และ จะงดใช้บริการธนาครพานิชย์ไทยทั้ง 4 แห่ง ที่ร่วมสนับสนุนเงินทุน รวมไปจนถึงงดสนับสนุนกิจการของปตท.ทุกชนิดเพราะมีหุ้นส่วนในการสร้างเขื่อน ไซยบุรี เมื่อนายกระสันต์ ปานมีศรี ประธานสภาองค์กรชุมชนบ้านเสียงคุก ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวให้ประชาชนผู้ร่วมเวทีทราบโดยทั่วกันแล้วก็ ได้มอบจดหมายดังกล่าวให้กับนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ในฐานะกรรมาธิการฯ เพื่อส่งถึงมือนายกรัฐมนตรีต่อไป

และ จากการสอบถามเรื่องการสร้างเขื่อนไซยบุรีไปยังนายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลที่ติดตามเรื่อง การสร้างเขื่อนไซยบุรีและได้ลง พื้นที่รับฟังความคิดเห็นชาวบ้านมาโดยตลอดในหลายๆ เวที ได้ให้ความเห็นต่อกรณีการสร้างเขื่อนไชยะบุรี ของประเทศลาว ว่า “เขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนแรกที่กำลังเตรียมก่อสร้างในแม่น้ำโขงสายหลักเป็นแห่งแรก จากโครงการทั้งหมด 12 แห่ง ซึ่งตามกระบวนการของสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) จะต้องนำเข้าพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจของภูมิภาค ตามกำหนดจะถึงวันส่งผลความเห็นของสมาชิกเอ็มอาร์ซี 4 ชาติ ใน22 เม.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามตรวจสอบของคณะกรรมาธิการทั้งสองคณะ เห็นว่าการลงนามบความเข้าใจในโครงการนี้ยังขาดความโปร่ง ใสมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่ได้ผ่านความเห็นจากรัฐสภา ขณะที่การเปิดเผยการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และกระบวนการชี้แจงกับสมาชิก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลผลกระทบข้ามพรมแดนจากการสร้างเขื่อน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในโครงการนี้ก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างแพร่ หลาย และจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะเลขานุการของเอ็มอาร์ซี ที่ดำเนินการไป แล้วที่เชียงของ จ.เชียงราย อ.เชียงคาน จ.เลย อ.เมือง จ.นครพนม หนองคาย และกทม. มีความชัดเจนว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับโครงการชัดเจน เพราะเห็นว่าโครงการนี้ยังขาดการเปิดเผยรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ แต่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คือกรมทรัพยากรน้ำ และกระทรวงพลังงาน ยังไม่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับชาวบ้าน ทำให้จนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปจุดยืนของไทยไปยังเอ็มอาร์ซีได้ ซึ่งทางส.ว.จึงเตรียมทำข้อเสนอ 2-3 ประเด็นไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้แสดงจุดยืนในนามของรัฐบาลไทยต่อการสร้างเขื่อนไซยะบุรี โดยขอให้จัดเวทีชีแจงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครอบคลุม 8 จังหวัดของไทยที่ใช้แม่น้ำโขงตั้งแต่ภาคเหนือและภาคอีสาน เช่น เชียงราย เลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น และต้องประเมินความเสียหายเศรษฐศาสตร์ จากการสูญเสียรายได้จากการประมง การปลูกผัก และวิถีชีวิตที่จะเปลี่ยนไปจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายหลัก นอกจากนี้ขอให้เชิญทูตทั้ง 4 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เข้าหารือในประเด็นนี้ โดยข้อเสนอนี้คาดว่าจะสรุปภายในวันที่ 20 มี.ค.นี้ก่อนที่จะมีการประชุมระดับปลัดภายใต้อนุภูมิภาคแม่น้ำโขงในวันที่ 24-25 มี.ค.นี้ที่ประเทศกัมพูชาด้วย

ส่วน ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการอีกท่านจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ติดตามการเสร้างเขื่อนไซยบุรี มาตลอด กล่าวว่า ในข้อตกลงภายใต้ระเบียบปฏิบัติและแนวทางของเอ็มอาร์ซี ข้อที่ 5 เปิดช่องให้ไทยสามารถแจ้ง และจัดหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการใช้น้ำเพื่อประเมินผลกระทบโดยรัฐ ริมฝั่งน้ำอื่นๆ หากเห็นว่าโครงการเขื่อนกั้นน้ำโขง ของลาวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิของชุมชนในฝั่งไทย โดยรัฐบาลไทยสามารถจัดทำรายงานผลกระทบต่างๆที่กระทบกับสิทธิของคนไทยได้ ทันที รวมทั้งสามารถขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติม 6 เดือนก่อนนำเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของเอ็มอาร์ซีด้วย ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลต้องเริ่มจัดทำรายละเอียดทั้งหมดอย่างเร่งด่
วนด้วย สำหรับการสร้างเขื่อนไซยบุรี นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ช.การช่าง (CK) ได้เปิดต่อสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าของโครงการไซยะบุรี เมื่อวันทึ่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้บมจ. ช.การช่าง รอลุ้นให้ได้เซ็นสัญญาก่อสร้างภายในเดือน มี.ค. ปี 54 และอยู่ในระหว่างรอเจรจาเงินกู้ จากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB) เพื่อใช้ลงทุนในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่างานก่อสร้างสูงถึง 7.8 หมื่นล้านบาท หากแล้วเสร็จจะสามารถผลิตไฟฟ้าขนาด 1,280 เมกะวัตต์ โดยกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดจะถูกส่งกลับมาขายให้กับการไฟฟ้าฝ่าย ผลิตแห่งประเทศไทยในราคาถูก

สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบฝายน้ำล้น บนแม่น้ำโขง ณ บริเวณ จังหวัดไซยะบุรี ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีกำลังผลิต 1,280 เมกะวัตต์ โดยมีบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (Xayaburi Power Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นโดย CK เพื่อรองรับสัมปทานในการผลิตกระแสไฟฟ้า จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และบริษัทฯ ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding:MOU) เกี่ยวกับปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปแล้วเมื่อ วันที่ 5 ก.ค.53 การศึกษาโครงการดังกล่าวเบื้องต้น พบว่า โครงการไซยะบุรีมีขนาดความกว้างของอ่างรับน้ำ (Catchment Area) ครอบคลุมพื้นที่ 280,000 ตารางกิโลเมตร โดยเขื่อนไซยะบุรีจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1,260 เมกะวัตต์ (MW)หรือประมาณ 2 เท่าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ – น้ำงึม 2 ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาด 615 เมกะวัตต์ (MW)โดยบริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด (SEAN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือช.การช่าง ได้รับสัมปทาน โครงการไซยะบุรีจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย (กฟผ.)ได้ประมาณ 6,000 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี (GWh/year) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการไซยะบุรี คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 เดือน และจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณต้นปี 2554 โดย ทางช.การช่างจะมอบหมายให้บริษัท ช. การช่าง (ลาว) จำกัด ซึ่งถือหุ้นโดย ช. การช่างทั้งหมดเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก และจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ แล้วทำการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้แก่กฟผ. ได้ประมาณไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 ทั้งนี้ ช. การช่างจะได้รับสัมปทานในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเวลา 30 ปี โดยรวมระยะเวลาการก่อสร้าง

http://www.innnews.co.th/local.php?nid=274868