6 จว.ลุ่มน้ำโขงจี้ 4 แบงค์ทบทวนให้กู้สร้างเขื่อนไซยะบุรี

กรุงเทพธุรกิจ 20 มีนาคม 2554

องค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง6จังหวัด ออกจม.เปิดผนึก จี้ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพฯ-กรุงไทย-ไทยพาณิชย์-กสิกรไทย ทบทวนงดให้กู้สร้างเขื่อนไซยะบุรี

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล ลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)

19 มีนาคม 2554

เรียน   ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ทุกสาขา
เรื่อง    ทบทวนนโยบายการให้เงินกู้/ เงินลงทุนโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีบนแม่น้ำโขง

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)  เป็นเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคอีสานที่มีสมาชิกเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตจังหวัด เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พวกเราต่างได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตของน้ำโขงที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตั้งแต่น้ำท่วมฉับพลันตั้งแต่กลางปี 2551 และภาวะน้ำโขงแห้งขอดในสองปีที่ผ่านมาและยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานใดๆ นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

พวกเราได้ติดตามแผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง ทั้งทางตอนบนในจีน และทางตอนล่างบนพรมแดนไทย-ลาว ในลาวและกัมพูชา มาโดยตลอด ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า หลังมีการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงในจีนในปี 2536 เป็นต้นมาระบบนิเวศแม่น้ำโขงมีความผันผวนผิดธรรมชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาระดับน้ำโขงแห้งจนถึงระดับวิกฤต และเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)ต่างเห็นว่า มีสาเหตุหนึ่งจากการปิดกั้นแม่น้ำโขงโดยเขื่อนในประเทศจีน

ภายใต้ข้อกล่าวอ้างด้านความต้องการของพลังงานประเทศไทย นโยบายการจัดหาพลังงานสำรองที่เกิดขึ้นด้วยการวางแผนสร้างเขื่อนบนแม่น้ำกว่า 12 แห่ง เขื่อนมากกว่า 5 แห่งมีเป้าหมายเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับประเทศไทย โดยความร่วมมือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น บ.ช.การช่าง , บ.อิตาเลียนไทย  ปตท. และธนาคารพานิชย์ชั้นนำของท่าน ได้ให้ความสนใจและประกาศตัวอย่างชัดเจนที่สนับสนุนการลงทุนในการสร้างเขื่อนต่างๆเหล่านี้ โดยไม่ได้สนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขงกว่าหกสิบล้านคนแต่อย่างใด

โครงการเขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายหลักในประเทศลาวห่างจากชายแดนไทยภาคอีสานที่จ.เลยประมาณ 200 กิโลเมตร หากมีการดำเนินการก่อสร้าง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงมิได้เกิดเฉพาะประเทศสปป.ลาวเท่านั้น แต่ประเทศไทยที่มีพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะจังหวัดเลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และชาวบ้านริมสองฟากฝั่งแม่น้ำสาขาที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำโขง

ประเด็นหนึ่งที่เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)  เป็นห่วงมากที่สุด คือการปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลา การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งโขง ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจรายได้หลักของคนลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 จังหวัด และการทำลายระบบนิเวศทั้งระบบของแม่น้ำโขง ซึ่งพวกเราริมน้ำโขงอาศัยฐานทรัพยากรธรรมชาติในการหาอยู่หากินมาโดยตลอด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า สาธารณชนไทย โดยเฉพาะชุมชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควรมีสิทธิรับรู้ และร่วมพิจารณาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเป็นสำคัญ

พวกเราชาวเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)  ขอเรียกร้อง ดังนี้

1. เราขอให้ท่านในฐานะธนาคารพานิชย์ชั้นนำของไทยทั้ง 4 แห่ง มีความรับผิดชอบทางสังคม  มีธรรมาภิบาลด้านการลงทุน  ได้ทบทวนนโยบายการสนับสนุนเงินกู้ในการพัฒนาโครงการเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งหมด  เพราะการลงทุนครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนกว่า 60 ล้านคนและระบบนิเวศต้องได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีวันเหมือนเดิมได้ และเงินฝากที่ประชาชนไทยได้ให้ความไว้วางใจแก่ธุรกิจของท่านนั้น ไม่ควรนำเงินเหล่านั้นไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไทยและประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดความกินแหนงแคลงใจกันต่อไปในอนาคต

2. คสข.จะรณรงค์ทุกรูปแบบ ให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไปและพี่น้องชาวอีสานที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้ง 6 จังหวัด ได้รับทราบถึงผลกระทบ เราจะขึ้นป้าย “ไม่ยินดีต้อนรับพนักงานธนาคารที่สนับสนุนทุนก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี” ตลอดริมฝั่งโขง 6 จังหวัด หากท่านไม่ทบทวนนโยบายการลงทุนดังกล่าว เราจะงดใช้บริการธนาคารของท่านทุกสาขาเพื่อเป็นการประท้วงที่ท่านให้การสนับสนุนการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และเราจะทำหนังสือเปิดผนึกถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ทำลายแหล่งอาหารของพวกเรา

“หยุดการลงทุนเพื่อทำลายแม่น้ำโขง  จงปล่อยให้แม่น้ำโขงได้ไหลอย่างอิสระ”

ขอแสดงความนับถือ

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)

19 มีนาคม 2554