ภาคประชาชนไทยไม่เอาเขื่อนไซยะบุรี พร้อมประท้วงใหญ่ หากรัฐบาลไทยยังไร้จุดยืนปล่อยเขื่อนสร้าง

สำนักข่าวประชาธรรม 24 มีนาคม 2554

ความกังวลหลักของประชาชนในตอนนี้ คือไม่สามารถมั่นใจได้ว่าข้อคิดเห็นต่อเขื่อนไซยะบุรีที่แสดงออกไปแล้วนั้นจะได้รับการนำเสนอในระดับนโยบาย

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา มีการจัดเวทีภาคประชาชน "พญานาค ปลาแดก คนลุ่มน้ำโขง: กับเขื่อนไซยะบุรี" ที่จ.สกลนคร ซึ่งมีประชาชนไทยกว่าห้าร้อยคน ร่วมยืนยันคัดค้านเขื่อนไซยะบุรีและเรียกร้องให้ตัวแทนจากกรมทรัพยากรน้ำของไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการร่วม และเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย มีจุดยืน โดยต้องใช้กฎหมายไทยในการพิจารณาโครงการเขื่อนไซยะบุรี และยืนยันพร้อมประท้วงใหญ่ หากยังมีการผลักดันให้ก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ตัวแทนกรมทรัพยากรน้ำกลับยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในประเด็นจุดยืน ในกรณีเขื่อนไซยะบุรี ที่ไทยจะเป็นทั้งผู้ลงทุน และผู้ซื้อไฟเกือบทั้งหมดแห่งนี้

นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) จากสี่ประเทศแม่น้ำโขงคือกัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม ภายใต้กลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือเอ็มอาร์ซี) กำลังจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (25 มีนาคม) ที่ประเทศกัมพูชา โดยมีหัวข้อพิจารณาสำคัญที่เข้าใจว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือข้อเสนอของรัฐบาลสปป.ลาวให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีขนาด 1,280 เมกกะวัตต์ในภาคเหนือของลาว เป็นเขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ทั้งนี้คณะกรรมการร่วม จะต้องให้ความเห็นอันเป็นจุดยืนของแต่ละประเทศ แม้จะไม่มีสิทธิ์ยับยั้งไม่ให้รัฐบาลลาวสร้างก็ตาม ทั้งนี้เขื่อนไซยะบุรีได้รับการคัดค้านอย่างเข้มแข็งจากภาคประชาชนของทุกประเทศ

จากสถานการณ์การรณรงค์ของภาคประชาชนในช่วงสามปีที่ผ่านมา ในประเด็นเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก ที่มีข้อเสนอสร้างทั้งหมด 12 เขื่อน ทั้งนี้ 8 เขื่อนในเขตประเทศลาว 2 เขื่อนระหว่างพรมแดนไทย-ลาวและอีก 2 เขื่อนในประเทศกัมพูชา อันก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวคัดค้านในกลุ่มภาคประชาชน ทั้งในแต่ละประเทศและทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ มีรายชื่อบุคคลหลายหมื่นรายชื่อ และองค์กรจากหลายสิบประเทศ ส่งผ่านไปยังผู้นำของประเทศแม่น้ำโขง และกรรมาธิการแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย กลับยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนใด ๆ ที่จะสนับสนุนความห่วงใยของประชาชนในลุ่มน้ำ ทั้งที่ประเทศไทย คือผู้ที่จะซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด จากเขื่อนแม่น้ำโขงสายประธานทั้ง 12 เขื่อน โดยเฉพาะในกรณีเขื่อนไซยะบุรี บริษัทช.การช่างของไทยจะเป็นผู้ลงทุนสร้างเขื่อนโดยมีเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ กรุงไทย กรุงเทพ และกสิกรไทย ไทยจึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่อยู่ในระดับเทียบเท่ากับรัฐบาลลาวได้

"ความกังวลหลักของประชาชนในตอนนี้ คือ ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าข้อคิดเห็นต่อเขื่อนไซยะบุรีที่แสดงออกไปแล้วนั้นจะได้รับการนำเสนอในระดับนโยบาย สิ่งที่เราเรียกร้อง คือให้มีการศึกษาข้อมูลด้านผลกระทบอย่างชัดเจนและสมบูรณ์ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของเขื่อนไซยะบุรี ยังมีอีก อย่างน้อย 10 ประเด็นที่ขาดความชัดเจน และหากเกิดผลกระทบจริง ผู้สร้างย่อมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวในที่ประชุมเวทีภาคประชาชน "พญานาค ปลาแดก คนลุ่มน้ำโขง: กับเขื่อนไซยะบุรี"

เช่นเดียวกับนายเหลาไท นิลนวล  ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำโขง สกลนคร ที่กล่าวว่า "ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ในเวทีนี้เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของไทยในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ทว่าวันนี้ โครงการเขื่อนแม่น้ำโขงมีความท้าทายและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีที่เป็นของนายทุนไทย ไฟฟ้ารับซื้อโดยประเทศไทย แต่เขื่อนตั้งอยู่ในประเทศลาว ขณะเดียวกัน ผลกระทบที่มหาศาลและชัดเจน จะข้ามพรมแดนกลับมาสู่ชาวไทย การเรียกร้องของเรา เป็นการขับเคลื่อนในนามคนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ โดยเฉพาะประชาชนลาวที่ไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น ก่อนที่เขื่อนไซยะบุรีจะนำไปสู่การสร้างอีก 11 เขื่อนที่เหลือ"

ทั้งนี้ แม้จะมีการเปิดเวทีให้ข้อมูลในประเทศไทยในกรณีเขื่อนไซยะบุรีทั้งในอ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย, อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนมในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา นายไชยพร ศิริพรไพบูลย์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวกับประชาชนในที่ประชุมที่จังหวัดสกลนครในวันเสาร์ที่ผ่านมาเพียงว่า กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะกองเลขาจะต้องทำความเห็นส่งสำนักเลขาธิการของเอ็มอาร์ซี โดยตนเองรับรู้ว่าความเห็นจากประชนทั้งสามเวที คือโครงการเขื่อนไซยะบุรียังเปิดเผยข้อมูล และทำการศึกษาไม่เพียงพอ โดยเฉพาะไม่มีข้อมูลเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเสนออย่างชัดเจน ว่าตนเองพร้อมคณะ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย จะมีความเห็น หรือมีท่าทีอย่างไรต่อประเด็นการสร้างเขื่อนดังกล่าว

"ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลไทยรับรู้หรือไม่ว่า การตัดสินใจเรื่องเขื่อนไซยะบุรี กำลังเป็นตัวชี้บอกระดับความรับผิดชอบ และสำนึกของไทยต่อประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมข้ามประเทศ และอนาคตของไทยในเรื่องพลังงานในภูมิภาคนี้ การที่ตัวแทนรัฐบาลไทยพยายามไปยึดโยงการตัดสินใจของตัวเองเข้ากับกรอบของเอ็มอาร์ซี ซึ่งไม่มีเสียงของประชาชนมาตั้งแต่แรก นับเป็นเรื่องน่าอับอาย แทนที่จะยืนยันว่าเขื่อนไซยะบุรีจะกระทบกับไทย และเราต้องสามารถใช้กฏหมายรัฐธรรมนูญ กรอบกฏหมายสิ่งแวดล้อมของไทย และเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยที่พูดชัดเจนว่าเราไม่ต้องการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักเป็นตัวตัดสิน แต่กลับให้ตัวแทนระดับกรม ซึ่งไม่กล้าแม้แต่จะพูดว่าประชาชนไม่เอาเขื่อน ไปเป็นตัวแทนตัดสินใจในโครงการที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของแม่น้ำโขงและภูมิภาค ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า กลไกเอ็มอาร์ซีนั้นล้มเหลวมาตั้งแต่แรก"นางสาวเปรมฤดี ดาวเรือง ผู้อำนวยการโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติกล่าว

ทั้งนี้ หลังจากการประชุมคณะกรรมการร่วม ภาคประชาชนกำหนดให้มีท่าทีร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งเพื่อพิจารณาตามที่มีข้อเสนอให้มีการรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งที่ธาตุพนม จังหวัดนครพนม และการไปเยี่ยมเยียนสถานทูตลาว

แถลงการณ์

ขอให้ยุติโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก

 

เนื่องจากในขณะนี้ แม่น้ำโขงกำลังถูกคุกคามทำลายจากโครงการสร้างเขื่อน ทั้งแม่น้ำโขงตอนบนในเขตประเทศจีนซึ่งมีการก่อสร้างเขื่อนไปแล้วถึง 4 เขื่อน และแม่น้ำโขงตอนล่างที่กำลังมีแผนก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักถึง 12 เขื่อน โดยที่การลงทุนส่วนใหญ่นั้นเป็นของภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมการก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรี ใน สปป.ลาว ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นการลงทุนโดยบริษัท ช. การช่างจากประเทศไทย โดยมีแหล่งเงินกู้มาจากธนาคารของไทย และประเทศไทยจะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเกือบทั้งหมด เขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนอื่นๆทั้งหมดนี้จะนำมาซึ่งความสูญเสียของระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งการดำรงชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของประชาชนหลายสิบล้านคนตลอดลุ่มน้ำโขง ที่มิใช่เฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขงสายหลักเท่านั้น แต่ยังจะรวมไปถึงประชาชนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในภาคอีสานตอนบนอีกหลายสาย อาทิ แม่น้ำสงครามลำห้วยหลวง แม่น้ำก่ำ เป็นต้น

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ปรากฎชัดแล้วว่า การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศการอพยพของปลา และพื้นที่เกษตรริมโขงตลอดพรมแดนไทย-ลาวในเขตภาคอีสานของไทย รวมถึงการขึ้นลงของระดับน้ำในแม่น้ำสาขาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น แม่น้ำสงคราม แม่น้ำก่ำ เป็นต้น ชี้ให้เห็นถึงความผลกระทบที่ส่งต่อถึงกันระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาอย่างชัดเจนในลักษณะที่เรียกว่า ผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำทั่วทุกสาขา ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง และยังแก้ไขปัญหาไม่แล้วเสร็จอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งพวกเราเป็นผู้ประสบชะตากรรมนั้นได้รับรู้ความทุกข์นั้นเป็นอย่างดี

พวกเราในนามของเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย, สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย และสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ดังนี้

๑. ให้ยกเลิกแผนการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้ง ๑๒ แห่ง เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ระบบเศรษฐกิจของชุมชน และประชาชนหลายสิบล้านคนตลอดทั้งลุ่มน้ำโขง

๒. รัฐบาลไทยต้องยุติการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงอื่นๆทั้งหมด

๓. ให้มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการเขื่อนไซยะบุรีทั้งหมด และแปลเป็นภาษาไทย โดยให้ดำเนินการจัดรับฟังความเห็นที่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องของไทย

๔. รัฐบาลต้องยืนยันกับประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงอื่นๆ ในการที่จะต้องปฎิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการดำเนินการตามข้อตกลงการใช้แม่น้ำโขงพ.ศ.๒๕๓๘ รัฐบาลต้องหลีกเลี่ยง ไม่ให้กระบวนการตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่อง การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ

๕. ในระหว่างนี้ รัฐบาลไทยต้องดำเนินการให้มีการขยายระยะกระบวนการแจ้งให้ทราบปรึกษาหารือและข้อตกลง (PNPCA) ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๒๒ เมษายน ที่จะถึงนี้ ออกไปก่อน เนื่องจากเป็นโครงการที่สี่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้ใช้กระบวนการนี้ จึงสมควรที่จะสร้างแนวทางการปฎิบัติร่วมกัน ที่ตั้งอยู่บนความโปร่งใส และรับผิดชอบร่วมกันมากที่สุด

๑๙ มีนาคม ๒๕๕๔

 

รับรองโดย

๑. เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง ๖ จังหวัด ภาคอีสาน (คสข.)

๒. คณะกรรมการกลุ่มน้ำโขง(ภาคประชาชน)

๓. เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนลุ่มน้ำโขง

๔. เครือข่ายอินแปง

๕. เครือข่ายลุ่มน้ำพุง

๖. เครือข่ายลุ่มน้ำก่ำ

๗. ประชาสังคม จ.สกลนคร

๘. ประชาสังคม จ.อุดรธานี

๙. กลุ่มคนเชียงคาน จ.เลย

๑๐. ชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำสงคราม

๑๑. สมัชชาคนจนราศีไศล-หัวนา

๑๒.คณะกรรมการชาวบ้านฟื้นฟูลุ่มน้ำมูล

๑๓.เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชิตและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงในเขตล้านนา

๑๔.กลุ่มรักษ์เชียงของ

๑๕.โครงการประวัติศาสตร์นิเวศวัฒนธรรมเพื่อการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำภาคเหนือ