เมื่อ“เขื่อนไซยะบุรี”สร้างกั้น"แม่น้ำโขง"

กรุงเทพธุรกิจ 27 มีนาคม 2554


จันทร์จิรา พงษ์ราย

“มาเด๊อ ขวัญ เจ้าแผ่นไป ก็ให้มามื้อนี้ วันนี้ ขวัญเจ้าหนีไป มาเด๊อ....” เสียงทำพิธีเอิ้นขวัญ หรือทำขวัญ คน ปลา เป็นภาษาอีสาน ดังกลบความเงียบของแม่น้ำสีขุ่นเหลือง ลุ่มน้ำโขง

พิธีถูกจัดขึ้นเรียบง่าย บริเวณแก่งจันทร์ พ่อบุ เพียรคำ หมอขวัญแห่งบ้านคกเว้า ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม จ.เลย เริ่มทำพิธีพร้อมกับการรวมตัวของคนหาปลาลุ่มน้ำโขงในวันที่ 14 มีนาคม เนื่องในโอกาสวันเขื่อนโลก และถือเป็นการรวมกันครั้งแรกของชาว บ้านกับกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขง

เขื่อนในความหมายของหน่วยงานรัฐ คือการพัฒนา แต่สำหรับชาวบ้านแล้วเขื่อนคือสัญลักษณ์ของการอพยพโยกย้าย และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับวิถีชีวิต “บ้านคกเว้า” จะเป็นหมู่บ้านแห่งแรกๆ ที่อาจจะต้องย้ายออกจากริมฝั่งน้ำโขง หากโครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่แก่งหลวง ของประเทศลาว ก่อสร้างแล้วเสร็จ เพราะอยู่ห่างจากพื้นที่ก่อสร้างราว 200 กม.เท่านั้น

พ่อบุ บอกว่า บ้านคกเว้า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เพียง 95 หลังคาเรือน ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงมากว่า 100 ปี ในอดีตพวกเขาก็อพยพมาจากเมืองแก่นท้าว แขวงไซยะบุรีในเขตลาว มาอยู่บริเวณแก่งจันทร์ เนื่องจากคำเล่าลือจากพ่อค้าเรือที่สัญจรในจุดนี้ว่าเป็นแหล่งปลาชุกชุม

เมื่อย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ ชาวบ้าน จึงมีชีวิตผูกพัน แม่น้ำโขงที่เป็นแหล่งทำมาหากิน โดยเฉพาะแก่งจันทร์ ที่มีปลาจำนวนมาก ไม่แพ้กับที่ผาแบ่น ดอนไข่ แก่งคุดคู้ และอีกหลายแห่งที่เป็นจุดหาปลาในลำน้ำโขงในเขต อ.เชียงคาน ถึงปากชม จ.เลย

แก่งจันทร์ จึงเป็นที่รวมของคนหาปลา และโดยเฉพาะ ในช่วงมีนาคมและเมษายน จะมีปลาชุกชุมมาก ทั้งปลาสวาย ปลานางแดง ปลาสร้อย ปลาโจก กุ้ง แม้แต่ปลาบึก ก็เข้ามาอยู่แถวเกาะแก่งแห่งนี้

"ระยะหลังปลาเริ่มน้อยลงไป ส่วนหนึ่งมันคงโตไม่ทัน แต่อีกส่วนหนึ่งไม่รู้ว่าเกิดจากน้ำโขงแห้งและขึ้นลงไม่ปกติ ทำให้ปลาก็หายไปหรือเปล่า" พ่อบุบอก

แกบอกว่า ตอนนี้มีคนลือกันว่าหมู่บ้านเราจะโดนน้ำท่วมจากเขื่อนไซยะบุรี ของลาว มีคนรู้ข่าวจากทีวี แต่ยังไม่ เคยมีใครมาถามพวกชาวบ้านว่าถ้าน้ำท่วมแล้วจะต้องย้ายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งแปลกมาก

ถัดจากบ้านคกเว้าไปไม่ไกลมากนัก บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย คืออีกหมู่บ้านหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบ หมู่บ้านแห่งนี้ ถือเป็นจุดที่แคบที่สุดของลำน้ำโขง ของอีสาน โดยมีสันดอนพื้นดินราว 600 ไร่ในฝั่งลาว เป็นเส้นบรรจบของน้ำโขงในบริเวณนี้

ร.ต.ต.เสถียร เหง้าวิชัย อดีตนายตำรวจบำนาญที่หันมาเอาดีทางการเกษตร ชี้ให้ดูความผิดปกติเบื้องหน้า เขาบอกว่า ลักษณะของน้ำโขงแห้งขอดแบบนี้ เกิดมาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้มาแปลกน้ำลดลงไปมาก มีแต่สันดอนทราย คนเดินข้ามไปมากันได้ ต่างจากเมื่อ 30 ปีก่อนที่แกยืนยันว่าช่วงเดือน 4 เดือน 5 น้ำโขงยังเต็ม พายเรือได้ดี

สภาพแม่น้ำโขงตอนนี้ทั้งหัวดอนและท้ายหัวดอน ตอนนี้มีแต่รถแม็คโครลงไปขุดเจาะหาน้ำเพื่อจะสูบเข้าไปไร่ข้าวโพด ยาสูบและทำนา แต่พอขุดได้ 2 วันน้ำก็แห้งเหมือนเดิม มีเพียงปั๊มสูบน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่เคยแบ่งให้เกษตรกรแบ่งกันสูบน้ำคนละชั่วโมง 100 คิว โดยจ่ายค่าไฟคนละ 80-100 บาทก็ยังหาน้ำไม่ได้ ขนาดพี่น้องกันยังทะเลาะกันเพราะแย่งกันสูบน้ำ

“ผมไม่รู้ว่าวิกฤติน้ำโขงจะมาจากสาเหตุอะไร เพราะเหนือหมู่บ้านเราไปก็มีเรือดูดทรายอยู่ ดูดกันจนตลิ่งพัง ทำให้ร่องน้ำที่เคยไหลก็เปลี่ยนทิศทาง หรือจะเป็นเพราะเขื่อนที่สร้างในจีน 4 แห่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครให้คำตอบได้ ยิ่งบอกว่าเขื่อนไซยะบุรี จะกั้นแม่น้ำโขงใกล้ผมว่าจะมีน้ำไหลมาถึงหมู่บ้านพวกเราอีกมั้ย ใครจะรับผิดชอบ ถ้าเกษตรกรริมโขงจะได้รับผลกระทบจากน้ำที่แห้งขอดลงอย่างตอนนี้” เขาบอก

เช่นเดียวกับข้อกังวลของ กำนันไพเราะ มั่งมูล กำนัน ต.กองนาง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ที่เป็นห่วงว่าพื้นที่เกษตรริมโขงกว่า 200 ไร่ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้าน เพื่อทำพืชผักริมโขงในช่วงหน้าแล้ง เช่น พริก มะเขือเทศ และใบยาสูบในบริเวณนี้จะได้รับผลกระทบยิ่งขึ้น เพราะแต่ละปีผลผลิตจากริมโขงให้แต่ละครอบครัวเป็นเงินหลายหมื่นบาท เพราะ 5 เดือนที่น้ำลง หน้าบ้านของแต่ละคนที่อยู่ห่างจากฝั่งโขงเพียง 700 เมตรจะกลายเป็นไร่พริก ไร่มะเขือเทศ เป็นทิวแถว

"2 ปีที่แล้วตอนที่แม่น้ำโขงไหลเข้าท่วมหมู่บ้านกองนาง ก็ได้รับความเสียหายไปเยอะ เพราะน้ำมาเร็วจนเก็บผลผลิตกันไม่ทันการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐก็ยังไม่เป็น รูปธรรม แต่พอแล้งก็ต้องซื้อน้ำขึ้นมาทำไร่ นี่ยังไม่นับรวมกระชังปลาอีก 400 กว่าราย ถ้าน้ำโขงขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวท่วม ก็คงลำบาก"

เพียงแค่ได้ข่าวเขื่อนไซยะบุรี กำลังจะก่อสร้าง กำนันก็เริ่มเตรียมหารือลูก บ้านกันแล้ว พร้อมหาข้อมูลจากหน่วยงานไหนก็ยังไม่รู้ ไม่มีใครมาบอกเล่าให้ชาวบ้านรับรู้สักนิด

"อยากเรียกร้องให้รัฐบาลแจกแจงข้อมูลให้ชาวบ้านมีข้อมูลเพราะตอนนี้รู้ข้อมูลจากสื่อ ไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐ” กำนันบอก

เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านริมโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน จาก จ.เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ที่กังวลกับการมาเยือนของเขื่อนแห่งนี้ ทำให้เริ่มพบว่าบางหมู่บ้านเริ่มติดป้ายที่หน้าหมู่บ้าน “ไม่เอาเขื่อนไซยะบุรี” กันแล้ว

ล่าสุดสภาองค์กรชุมชนริมฝั่งโขง 64 ตำบลยังส่งจดหมายเปิดผนึกให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง คณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ วุฒิสภา คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ซึ่งยังไม่มีคำตอบ

วิกฤตการณ์แม่น้ำโขง ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลังการก่อสร้างเขื่อนในจีนแล้วเสร็จ 4 แห่ง แต่การดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีเร่งเครื่องเดินหน้า หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อไฟฟ้าถึง 1,220 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ จากเขื่อนไซยะบุรี ที่บริษัท ช.การช่าง เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยมี 4 ธนาคารพาณิชย์ของไทยให้เงินกู้ถึง 95% จากเงินลงทุน 105,000 ล้านบาท

รัฐบาลของลาวได้ประกาศเดินหน้าสร้างเขื่อนอย่าง เร่งด่วน แม้การประเมินผลกระทบด้านยุทธศาสตร์จากโครงการเขื่อนทั้ง 12 แห่ง ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ( MRC) ระบุชัดเจนว่าจะเกิดผลกระทบข้ามพรมแดนมหาศาลในหลายมิติ

ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศน์แม่น้ำ การประมง พันธุ์ปลาที่สูญสลาย ความผิดปกติของตะกอนดิน และสารอาหาร เกษตรริมฝั่งโขง ตลอดจนผลกระทบทางสังคมต่อวิถีชีวิตชุมชน และการเปิดเผยข้อมูลรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของบริษัทที่ปรึกษายังคลุมเครือ จึงมีข้อเสนอให้ควรเลื่อนระยะเวลาการสร้างเขื่อนไปอีก 10 ปี เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้านเสียก่อน

กระนั้นก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เคยเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากชาวบ้านใน อ.เชียงของ จ.เชียงราย อ.เชียงคาน จ.เลย และ อ.เมือง จ.นครพนม แล้วเสร็จเมื่อ 12 ก.พ.นี้ โดยมีความเห็น และข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี รวมทั้งสิ้น 206 ข้อ

กรมทรัพยากรน้ำ ได้สรุปความเห็นเป็น 16 ประเด็น อาทิ ผลกระทบในเรื่องการประมง และเส้นทางอพยพของปลา ปัญหาตะกอน การหาพลังงานทางเลือก การเดินเรือ การไหลของน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบข้ามพรมแดน การอพยพย้ายถิ่นของชาวลาว รวมทั้งปัญหาการไม่เปิดเผยข้อมูลแต่รัฐบาลไทยยังไม่แสดงจุดยืนคัดค้านไปยัง รัฐบาลลาว

แม้จะมีข้อห่วงกังวลผลกระทบจำนวนมาก แต่รัฐบาลลาวได้ออกแถลงการณ์จุดยืนที่ชัดเจนเตรียมเดินหน้าโครงการนี้ พร้อมเตรียมเสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุม เอ็มอาร์ซี ภูมิภาค ซึ่งตามกำหนดจะถึงวันส่งผลความเห็นของสมาชิกเอ็มอาร์ซี 4 ชาติ ในช่วงเดือนเม.ย.นี้

แม้เสียงคัดค้านของชาวบ้านชุมชนลุ่มน้ำโขงแม้จะ ดังขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถข้ามฝั่งโขง เพื่อหยุดยั้งเขื่อนขวางกั้นแม่น้ำได้ ..จึงหวังเพียงจุดยืนที่เข้มแข็งของรัฐบาลไทยที่จะบอก "ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ"