สร้างเขื่อนไซยะบุรี : ท้าทายมิตรประเทศร่วมสายน้ำ

ไทยโพสต์ 19 เมษายน 2554 

บทความพิเศษ

ประสาร มฤคพิทักษ์ pmarukpitak@yahoo.com

เขื่อนไซยะบุรีของ สปป.ลาว กั้นลำน้ำโขงตอนล่างที่แขวงไซยะบุรีของ สปป.ลาว เป็นเขื่อนพลังน้ำมีพลังการผลิตไฟฟ้า 1,280 เมกะวัตต์ รัฐบาลไทยตกลงรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 1,220 เมกะวัตต์ กำลังเดินหน้าสร้างอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ

ความเป็นแม่น้ำนานาชาติทำให้สิ่งก่อสร้างใดๆ ที่จะเกิดขึ้น ในลุ่มน้ำโขงต้องเคารพกติกาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขงสายประธานจะต้องนำเข้าสู่ "กระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures  for  Notification,  Prior  Consultation  and  Agreement หรือ PNPCA)" จากประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ในขณะเดียวกัน  MRC ได้จัดทำประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic  Environmental  Assessment หรือ  SEA) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธ ศาสตร์อย่างกว้างขวาง ผลการประเมิน  SEA ผ่านการรับรองจากที่ประชุม  SEA ณ กรุงเวียงจันทน์ เมื่อ 28-29 มิถุนายน 2553 ซึ่งผู้เขียนได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นด้วย  SEA ระบุผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านต่างๆ เช่น

"ความเสี่ยงและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศในน้ำและบนบกของแม่น้ำ โขง จะส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารเพิ่มขึ้นกับผู้คนนับล้านคน"

"จะนำไปสู่การสูญเสียอย่างถาวรของความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในน้ำและบนบกที่มีความสำคัญในระดับโลก"

ในตอนท้ายของบทสรุปของคณะทำงาน SEA มีข้อเสนอให้"ชะลอการตัดสินเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายหลักออก ไปเป็นเวลา 10 ปี" โดยชี้ว่า "จะเกิดการสูญเสียอย่างถาวร แม้จะมีมาตรการบรรเทาปัญหาที่จะช่วยลดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาก็ตาม ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่า ยังมีทางเลือกในการดึงเอาพลังน้ำจากลำน้ำโขงสายหลักมาใช้ประโยชน์ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนกั้นทั้งลำน้ำ อีกทั้งยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการใช้พลังน้ำที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเพียงพอ"

ต้องเข้าใจกัน ณ ที่นี้ด้วยว่า รายงาน  SEA นี้ เป็นผลงานที่ผู้แทนรัฐบาลลาวในฐานะสมาชิกของ  MRC มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ขึ้นด้วย

ปัญหาเฉพาะหน้าระยะใกล้คืออะไรในขณะที่กระบวนการปรึกษาหารือ (PNPCA) เพื่อรับฟังความเห็นประเทศเพื่อนบ้านกำลังดำเนินอยู่ในระหว่าง 20 กันยายน 2553 ไปจนถึง 19 เมษายน 2554 คณะกรรมการร่วม (JC) โดย สปป.ลาว เป็นหลัก จะประชุมตัดสินใจโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีในวันที่ 19 เมษายน 2554 โดยที่ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 สปป.ลาว ได้ออกคำแถลงว่าจะเดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุรี โดยอ้างว่าลาว "มีการออกแบบเขื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าสะอาด ปราศจากมลพิษ ไม่มีอ่างเก็บน้ำ และเกิดผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อสิ่งแวดล้อม"

ในขณะเดียวกันมีรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ว่า ขณะนี้บริเวณบ้านนารา บ้านห้วยสุย แขวงไซยะบุรี ซึ่งกำหนดให้เป็นไซต์งานของเขื่อน มีการทำถนนปรับผิวดินบดอัดอย่างดี ขนาดกว้าง 5-8 เมตร มีรถบรรทุกของ บริษัท ช.การช่าง จอดเรียงรายนับสิบคัน ณ บริเวณไซต์งานขนาดใหญ่ มีรถแบ็กโฮกำลังตัดถนนกันอยู่ เจ้าหน้าที่ของทางการลาวเข้าไปสำรวจประชากรและข้าวของแล้วบอกกับชาวบ้านว่า น้ำจะท่วมบ้าน ต้องย้ายออกไปอยู่บนเขาเหนือถนนขึ้นไปอีกฝั่งหนึ่ง

คำแถลงและพฤติกรรมดังกล่าวมองเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ฟันธงได้ว่า ทางการลาวลงมือสร้างเขื่อนไซยะบุรีอย่างแน่นอนแล้ว

โดยไม่ไยดีต่อ SEA ที่ สปป.ลาว มีส่วนร่วมจัดทำขึ้นโดยไม่สนใจว่ามิตรประเทศร่วมสายน้ำ เช่น ไทย กัมพูชา และเวียดนามจะมีความเห็นอย่างไร

โดยไม่สนใจว่า เป็นการตัดสินใจที่ละเมิดกติกาลุ่มน้ำโขงของ MRC

โดยไม่กังวลว่า ผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมหาศาลจะเป็นวินาศกรรมระยะยาวต่อแม่น้ำโขงโดยไม่อาจฟื้นคืนสภาพได้เลย

ที่ควรคิดยิ่งไปกว่านั้นคือ รัฐบาลไทยได้ทำ  MOU กับทางการลาวให้ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีถึง 95% ของกำลังการผลิต โดยบริษัท ช.การช่าง (มหาชน) ของไทยเป็นผู้รับเหมา และธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งของไทยเป็นเจ้าหนี้เงินกู้สำหรับโครงการดังกล่าว

นี่มิกลายเป็นว่าทางการไทยได้ร่วมกับทางการลาวก่อหายนกรรมให้กับลำน้ำโขงอย่างหลับหูหลับตาหรืออย่างไร

ล่าสุด เมื่อ 14 เมษายน 2554 นี้เอง นายจิม เวบบ์ (Jim  Webb) สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ประธานอนุกรรมาธิการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ได้ออกแถลงการณ์กรณีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีว่า "สหรัฐอเมริกาและชุมชนนานาชาติต่างต้องการรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชา ชนกว่า 60 ล้านคนที่พึ่งพาแม่น้ำโขง ทุกประเทศลุ่มน้ำโขงควรเคารพสิทธิในทรัพยากรน้ำของประเทศอื่นๆ ที่ใช้ลุ่มน้ำโขงร่วมกัน และควรยกเลิกการก่อสร้างเพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ผมเชื่อว่า ควรมีการชะลอการก่อสร้างเขื่อนใดๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก รวมถึงเขื่อนทางตอนบนของแม่น้ำด้วย"

เขื่อนไซยะบุรีอยู่ในเขตลาวก็จริง แต่กำลังเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่รัฐบาลไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามต้องร่วมกันหาทางออก หาไม่แล้ว แม่น้ำโขง มหานทีแห่งอุษาคเนย์แห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะวิบัติเท่านั้น หากยังนำมาซึ่งความร้าวฉานระหว่างประเทศที่ยากจะแก้ไขได้.