เขื่อนไซยะบุรี...กับข้อเรียกร้อง ศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนลุ่มน้ำโขง

กรุงเทพธุรกิจ 19 เมษายน 2554

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ

เสียงคัดค้านของชาวบ้านและผู้ห่วงใยต่อการสร้าง “เขื่อนไซยะบุรี” (Xayaburi) ทางเหนือของประเทศ สปป.ลาว ดังจากหลายทิศทาง

   เพราะความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างเขื่อนทั้งหมด 12 เขื่อนบนลุ่มน้ำแม่โขง

และวันนี้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะได้รับหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการพร้อมรายชื่อชาวบ้านหลายหมื่นคนใน นาม “เครือข่าย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง” กับเสียงทักท้วงขององค์กรต่างๆ มากมาย

รวมถึงแถลงการณ์คัดค้านเรื่องสร้างเขื่อนไซยะบุรีจาก นาย จิม เว็บบ์ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่บอกตอนหนึ่งว่า

“...สหรัฐอเมริกาและประชาคมนานาชาติ ต่างต้องการรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนกว่า 60 ล้านคน ที่พึ่งพาแม่น้ำโขง ทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงควรเคารพสิทธิในทรัพยากรน้ำของประเทศอื่นๆ  ที่ใช้ลุ่มน้ำร่วมกัน...”

ส.ว.เว็บบ์ (Senator Jim Webb, Democrat-Virginia) เรียกร้องให้ชะลอการก่อสร้างเขื่อนหลักบนแม่น้ำโขง จนกว่าจะสามารถรับรองถึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อการวางแผน อย่างพอเพียง

เสียงเรียกร้องให้ชะลอโครงการนี้มุ่งไปยังคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) จาก 4 ประเทศแม่น้ำโขง คือ กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม ภายใต้กลไก คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission (MRC) ที่ประชุมที่กัมพูชา

รัฐบาล สปป.ลาว เตรียมเสนอสร้างเขื่อนขนาด 1,280 เมกะวัตต์ ในภาคเหนือของประเทศของตน ด้วยงบประมาณ $3.5 พันล้าน หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท เป็นเขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง

แม้ว่า MRC จะไม่มีสิทธิยับยั้งไม่ให้รัฐบาลลาวสร้างเขื่อนนี้ แต่คณะกรรมการร่วมนี้ จะต้องให้ความเห็นอันเป็นจุดยืนของแต่ละประเทศ

เพราะการกระทำใดๆ ของประเทศลุ่มน้ำที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม หรือระดับน้ำขึ้นน้ำลด ย่อมจะกระทบถึงประเทศอื่น ที่อยู่ลุ่มน้ำโขงแห่งนี้ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่สกลนครเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยหลายร้อยคนร่วมเวทีภาคประชาชน ภายใต้หัวข้อ “พญา นาค ปลาแดก คนลุ่มน้ำโขง กับเขื่อนไซยะบุรี” มีมติคัดค้านการสร้างเขื่อนนี้ เพราะจะมีผลต่อความเป็นอยู่ของคนลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจน หลังจากที่เขื่อนที่สร้างด้านบนของแม่น้ำโขงโดยเฉพาะในประเทศจีน ได้ส่งผลเสียหายต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนไทยมาแล้วหลายปี

ที่ประชุมเรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำของไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการร่วมและเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่ง ชาติไทย ให้มีจุดยืนในเรื่องนี้

สิ่งที่ผู้คัดค้านจากไทยเรียกร้องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ที่ทำงานในคณะกรรมการแม่โขง ก็คือ ขอให้ยืนยันว่าต้องใช้กฎหมายไทยในการพิจารณาโครงการเขื่อนไซยะบุรี

นั่นคือ จะต้องมีการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน จึงจะก้าวไปสู่ขั้นตอนของการอนุญาตให้ก่อสร้างเขื่อนนี้ได้

เพราะจากข้อเสนอสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงทั้งหมด 12 เขื่อนนั้น 8 เขื่อนอยู่ในเขตประเทศลาว 2 เขื่อนระหว่างพรมแดนไทยกับลาว และ อีก 2 เขื่อนในกัมพูชา

ประเทศไทยเกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนบนแม่โขงสายประธานเหล่านี้ โดยตรง เพราะว่าเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด
นัก ข่าวหลายสำนักที่เคยไปถึงที่เกิดเหตุที่ไซยะบุรี รายงานตรงกันว่า แม้จะยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแม่น้ำโขง แต่การขุดถนนเพื่อปูทางไปสู่การก่อสร้างโดยบริษัท ช. การช่าง ของไทย ที่ไซยะบุรี ก็เริ่มขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 5 เดือน

ชาวบ้านบริเวณนั้นบอกว่าได้รับการบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ ว่า จะต้องย้ายออกเพื่อเปิดทางให้สร้างเขื่อนใหม่ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าค่าชดเชย และมาตรการช่วยเหลือผู้ถูกอพยพออกจากบริเวณนั้น เป็นอย่างไร

ผมตระเวนลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่ต้นน้ำที่ประเทศจีน มาครบทุกประเทศในช่วงการทำสารคดีเรื่องนี้ จึงเข้าใจได้ว่าความห่วงใยของชาวบ้านลุ่มน้ำโขงนั้น มีความหนักหน่วงเพียงใด

ประเด็นหลักในกรณีนี้ คือ การที่ผู้รับผิดชอบโครงการเขื่อนไซยะบุรี ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนนี้อย่างเพียงพอ

ยังไม่มีใครสามารถแสดงให้เห็นว่ามีการศึกษา “ผลกระทบข้ามพรมแดน” ที่แน่นอนว่าจะต้องส่งผลระยะยาวต่อคนไทยเอง หากไม่มีการพยายามให้ภาคประชาชนและนักวิชาการอิสระ มีส่วนร่วมในการพิจารณาการทำอะไรกับแม่น้ำสายสำคัญแห่งเอเชียอาคเนย์สายนี้ ที่เป็นเสมือนสายเลือดที่กำหนดวิถีชีวิตของคนหลายสิบล้านคน

ความโปร่งใสชัดเจนของการให้ข้อมูล และการศึกษาร่วมกันของทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากว่ามีการสร้างเขื่อน จึงเป็นหนทางป้องกันปัญหาร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น