ชาวลุ่มน้ำโขงจี้หยุดสร้างเขื่อนไซยะบุรี

ข่าวสด 1 พฤษภาคม 2554

วิภาวี จุฬามณี

"เขื่อนไซยะบุรี" ที่รัฐบาลลาวมีแผนจะสร้างกั้นลำน้ำโขงทางตอนเหนือของลาว อยู่ห่างจากประเทศไทยราว 200 กิโลเมตร ดำเนินการมาถึงขั้นตอนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง หรือ "พีเอ็นพีซีเอ" ซึ่งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใน และประชุมร่วมกัน เพื่อสรุปผลการตัดสินใจโครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

ผลการประชุมในวันนั้น ทั้ง 4 ประเทศเห็นพ้องร่วมกันว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการไซยะบุรีควรยกให้ระดับรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากคณะกรรมการร่วมไม่สามารถบรรลุข้อสรุปร่วมกันได้

โดยรัฐบาลกัมพูชาเสนอให้ขยายเวลารับฟังความคิดเห็น และศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน เช่นเดียวกับรัฐบาลไทย ที่เห็นว่าระยะเวลาปรึกษาหารือยังไม่เพียงพอ และควรนำข้อเสนอจากสาธารณะมาพิจารณาอย่างรอบคอบ

ขณะที่ข้อเสนอของประเทศท้ายน้ำอย่างเวียดนามดูจะดุดันกว่าใคร คือเสนอให้ชะลอโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้งหมดไปอีกอย่างน้อย 10 ปี เพราะกังวลอย่างยิ่งต่อการศึกษาที่ไม่รอบด้านเพียงพอ โดยเฉพาะผลกระทบระยะยาวต่อท้ายน้ำ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ
ตรงกันข้ามกับรัฐบาลลาวเจ้าของโครงการนี้ ที่ยืนยันว่ากระบวนการปรึกษาหารือสิ้นสุดลงแล้ว หากขยายเวลาศึกษาเพิ่มเติมก็ไม่สามารถทำให้ทุกประเทศพอใจได้ทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่า ลาวดึงดันที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป โดยไม่ฟังเสียงของประเทศเพื่อนบ้าน

ก่อนหน้าการประชุมดังกล่าว ในประเทศไทย ทางเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง รวบรวมรายชื่อ 10,000 ชื่อ และยื่นหนังสือให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อน ไซยะบุรี และให้เลื่อนการตัดสินใจให้ความเห็นชอบออกไปก่อน

พร้อมทั้งยื่นต่อคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ให้ช่วยตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้

รวมถึง ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี ผู้แทนไทยประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียน ให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินการโครงการเขื่อนไซยะบุรี เพราะเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ยังชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีลาว ซึ่งไม่ยอมส่งตัวแทนมารับหนังสือ

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่หัวงานก่อสร้างเขื่อนที่แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ก็นำรถบรรทุกขนาดใหญ่หลายสิบคันเข้าไปเกลี่ยดิน ทำถนน เตรียมการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งรัฐบาลลาวหมายมั่นว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอีก 8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ชาวบ้านในละแวกนั้นก็กำลังเตรียมอพยพออกจากพื้นที่ หลังได้รับเงินชดเชยรายละ 15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 450 บาท

สภาพการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลลาวกำลังเดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุรีอย่างแน่นอน

นายอิทธิพล คำสุข เลขานุการเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวภายหลังเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนมติที่จะรับซื้อ ไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี และยกเลิกการสนับสนุนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง

ส่วนรัฐบาลลาว หากยังเดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุรีต่อไป เครือข่ายชาวบ้านจะทำทุกวิถีทาง เพื่อยับยั้งโครงการนี้ เพราะมีการศึกษาแล้วว่า ผลกระทบที่ตามมาจากการสร้างเขื่อนกั้นโขงจะทำให้ "ได้" ไม่คุ้ม "เสีย"

"เขื่อนจะทำลายระบบนิเวศทั้งหมด ความสมบูรณ์จะหายไปพร้อมๆ กับวิถีชีวิตริมน้ำของคนลุ่มน้ำโขงก็จะหายไปด้วย" อิทธิพลแสดงความกังวล

ขณะที่ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี ผู้แทนไทยประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียน กล่าวภายหลังรับมอบหนังสือจากเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงว่า จะนำเรื่องนี้ไปหารือกับผู้แทนจากประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง รวมถึงนักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนในภูมิภาคนี้ ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนลุ่มน้ำโขง

โดยในเบื้องต้นเห็นว่า ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ 3 ประการ คือ สิทธิในความเป็นอยู่ที่ดี และสิทธิในการดำเนินชีวิต ซึ่งปรากฏอยู่ในปฏิญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ที่ทั้ง 4 ประเทศให้สัตยาบันร่วมกัน รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญของทั้ง 4 ประเทศให้การรับรองไว้

หลังรับทราบท่าทีล่าสุดของรัฐบาลลาว เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลลาว และบริษัท ช.การช่าง ยุติการก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรีทันที และขอให้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ

เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ และดำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ชีวิต และธรรมชาติของภูมิภาค ที่มีแม่น้ำโขงเป็นทรัพยากรร่วมกัน

หน้า 5

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNakF4TURVMU5BPT...