บทพิสูจน์ CSR ของสี่ธนาคาร : กรณีเขื่อนไซยะบุรี ของ สปป.ลาว

กรุงเทพธุรกิจ 2 พฤษภาคม 2554

โดย : ประสาร มฤคพิทักษ์  pmarukpitak@yahoo.com

นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับ 25 เมษายน 2554 รายงานว่า นายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารปล่อยสินเชื่อร่วมกับธนาคารพาณิชย์อีก 3 แห่งให้แก่บริษัท ช.การช่าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าไซยะบุรีในประเทศลาว วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทได้ภายในเดือนนี้ตามกำหนดเดิม โดยพูดว่า “ขณะนี้มีหลายกลุ่มที่คัดค้านโครงการดังกล่าวทั้งในลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงไทยเองด้วย เนื่องจากส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการยังไม่คืบหน้า ดังนั้นการที่ธนาคารจะเข้าไปเซ็นสัญญาสนับสนุนเงินกู้ จะต้องพิจารณาตามกรอบของกฎหมายด้วย หากเงื่อนไขต่างๆ ยังไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็จะยังไม่เซ็นสัญญา”

ท่าทีของธนาคารไทยพาณิชย์ครั้งนี้ เป็นสัญญาณส่งถึงธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ให้หันกลับไปทบทวนนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกกันติดปากว่า CSR ของตนเอง

สถานการณ์ล่าสุดคืออะไร

เมื่อ 19 เมษายน 2554 การประชุม MRC ของ 4 ประเทศ เพื่อสรุปกรณีเขื่อนไซยะบุรี ปรากฏว่า กัมพูชาและไทยเสนอว่า ขอให้เลื่อนเวลาออกไปเพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้านกว่านี้ ในขณะที่ท่าทีของเวียดนามนั้น แข็งกร้าวถึงขั้นขอให้ สปป. ลาว เลื่อนเวลาการสร้างเขื่อนไปอีก 10 ปี และแม้ว่ามติการประชุมจะสรุปว่าให้นำเรื่องเข้าประชุมระดับรัฐมนตรีของ กรรมาธิการของแม่น้ำโขง (MRC) แต่ สปป. ลาว ยืนยันที่จะเดินหน้าสร้างเขื่อนดังกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องรออะไรอีกแล้ว

ประเด็นสำคัญคืออะไร

1. คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง - MRC เป็นองค์กรร่วมที่มีลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา เป็นสี่ชาติสมาชิก ได้จัดทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ - SEA ชี้ให้เห็นว่า “เขื่อนบนลำน้ำโขงตอนล่าง จะเกิดผลกระทบข้ามพรมแดนมหาศาล จะปิดกั้นเส้นทางสู่แหล่งอาศัยและวางไข่ของปลาอพยพ 39% จะทำให้กระแสน้ำไหลช้าลง และมีผลกระทบต่อการประมงอย่างรุนแรง แหล่งปลาน้ำจืดที่ดีที่สุดในโลกมูลค่าราวแสนล้านบาทต่อปี จะพินาศ การออกแบบบันไดปลาโจนนั้น ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถใช้ได้ในช่วงน้ำหลากซึ่งแม่น้ำโขงมีระดับสูง มีความเป็นไปได้ที่ปลาบึกจะสูญพันธุ์ การออกแบบเพื่อบรรเทาผลกระทบของเขื่อนไซยะบุรียังไม่ได้มาตรฐานของ MRC การเกิดแผ่นดินไหวในลาว ทำให้จำเป็นต้องทบทวนโครงการตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล ระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่สูญเสียไป เป็นสิ่งที่ไม่อาจฟื้นคืนมาได้...”

2. การสร้างเขื่อนในลำน้ำโขง ตามกติกา MRC จะต้องเปิดรับฟังความเห็นของประเทศที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ PNPCA ผลการเปิดรับฟังปรากฏชัด ทั้งสามประเทศลุ่มน้ำแจ้งว่าข้อมูลไม่เพียงพอ ควรยืดระยะเวลาออกไป แต่ไม่มีผลทัดทานการตัดสินใจของลาวที่เดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุรีด้วย เหตุผลของตนเองว่า ทุกอย่างดีเลิศประเสริฐแล้วว่า มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมแต่เพียงน้อยนิด ผลกระทบข้ามพรมแดนนั้น ไม่ได้ขีดวงเฉพาะ 3 ประเทศลุ่มน้ำโขงเท่านั้น แม้สหรัฐอเมริกาก็ถูกกระทบด้วย

ล่าสุดคือท่าทีของทางการสหรัฐอเมริกา โดยสำนักงานโฆษกรัฐบาลสหรัฐแถลงว่า “สืบเนื่องจากการประชุม MRC เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2554 ที่มีการเลื่อนการตัดสินใจเขื่อนไซยะบุรีออกไปให้เป็นวาระของการประชุมระดับ รัฐมนตรี รัฐบาลสหรัฐเข้าใจถึงความจำเป็นของเขื่อนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ประสบการณ์ของสหรัฐตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังพัฒนาโดยโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง 11 โครงการและในลำน้ำสาขาอีก 70 โครงการ การตัดสินใจต้องรอบคอบด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการปรึกษาหารือกับผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ สหรัฐยินดีที่รัฐในลุ่มน้ำตระหนักถึงผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาเขื่อนและความพยายามในกระบวนการปรึกษาหารือในกลไก MRC สหรัฐขอให้ประเทศต่างๆ ทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อสังคมที่เป็นธรรมและเพื่อสิ่งแวดล้อมของลุ่มน้ำโขง”

แม้จะเป็นภาษาทางการทูตที่เป็นมิตรไมตรีกับประเทศต่างๆ แต่ก็เห็นได้ว่ารัฐบาลสหรัฐมีความห่วงใยในชะตากรรมของลุ่มน้ำโขงอย่างมีนัย สำคัญยิ่ง

ในเวลานี้ สปป. ลาว ฟันธงแล้วว่าจะเดินหน้าสร้างเขื่อน รัฐบาลไทยก็ให้ กฟผ. ลงนาม MOU เพื่อจะซื้อไฟจากเขื่อนไซยะบุรีถึง 95% คือ 1,220 MW จากกำลังการผลิต 1,280 MW นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานใหญ่ของบริษัท ช. การช่าง แถลงว่าพร้อมจะเซ็นสัญญาก่อสร้าง มีภาพปรากฏชัดใน นสพ.บางกอกโพสต์หน้า 1 ฉบับวันที่ 17 เมษายน 2554 ว่า ช. การช่าง ส่งเครื่องจักรกลการก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่เขตงานแล้ว

แล้วอย่างไรต่อไป

คำถามนี้ ผู้เขียนจงใจให้ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 4 แห่ง ช่วยพิจารณา ธ.กรุงเทพ ธ.กสิกรไทย ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ล้วนมีฝ่ายงาน CSR ที่ดูแลงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยกันทั้ง 4 แห่ง มีกิจการเพื่อสังคมหลายอย่าง แต่เขื่อนไซยะบุรีที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อรับใช้ผู้คนและหน่วยงานอย่างจำกัด กำลังการผลิตกระแสไฟของเขื่อนไซยะบุรีไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนาพลังงาน (PDP) ด้วยซ้ำไป เป็นเขื่อนแรกที่ก่อวินาศกรรมลำน้ำโขงตอนล่าง และจะนำทางให้เกิดเขื่อนอีก 10 แห่งตามมา โดยระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงทั้งหมด จะหายนะและฟื้นคืนไม่ได้เลยชั่วลูกหลานเหลน

The World Business Council for Sustainable Development ให้คำนิยาม CSR ไว้ว่า

“CSR คือความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องขององค์กรต่อการปฏิบัติตามพันธสัญญาในการ ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เพื่อการสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมกันไปกับการพัฒนา คุณภาพชีวิตของพนักงานและครอบครัว ตลอดจนชุมชนและสังคม”

ถามว่าผู้คนบนสองฝั่งโขง 65 ล้านคน หาอยู่หากินมากับลุ่มน้ำโขงตั้งแต่โบราณจนปัจจุบัน จะต้องประสบชะตาร้ายในคุณภาพชีวิตของตนแลกกับพลังงานที่ผลิตไม่มากนัก เป็นสิ่งที่มีจริยธรรมตรงไหน

ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จุดประกาย CSR ไซยะบุรี ให้แก่ธนาคารอีก 3 แห่ง

มาตรฐาน CSR ของธนาคารพาณิชย์ไทย อยู่ตรงไหนไม่ทราบได้ แต่จะคุ้มกันหรือไม่กับคำปรามาสที่ว่า ธนาคารแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมกันวินาศกรรมลำน้ำโขง มรดกแห่งมนุษยชาติ