เอ็นจีโอประเทศลุ่มน้ำโขงเปิดเวทีถก ผลกระทบปัญหาจัดการน้ำลุ่มน้ำโขง

ผู้จัดการ 11 พฤศจิกายน 2545

ระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายนนี้ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ,โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า(TERRA) , Australian Mekong Resource Center มหาวิทยาลัยซิดนีย์ และ Oxfam Mekong Initiative ร่วมกับองค์กรพันธมิตร มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ ,โครงการพะเยาเพื่อการพัฒนา , โครงการพัฒนาและฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลำน้ำพอง, โครงการทามมูลและอีกหลายองค์กร ได้จัดประชุมระดับภูมิภาค ในประเด็น"ประชาสังคมกับการจัดการน้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง"

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการจัดงานดังกล่าวว่าได้เชิญหลายฝ่ายเข้ามาร่วมสัมมนา ประกอบด้วยตัวแทนทั้งภาครัฐของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง ,ตัวแทนคณะกรรมการแม่โขง ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนเกี่ยวกับแม่น้ำโขง และตัวแทนชาวบ้านในท้องถิ่นประเทศที่ประสบปัญหา นอกจากนี้ได้เชิญตัวแทนจากประเทศออสเตรเลียซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ ที่จัดการเกี่ยวกับลุ่มน้ำเมอเลย์-ดาร์ลิง ซึ่งโครงการ โขง ชี มูล ของไทยนำเอาโครงการนี้มาใช้บริหารจัดการน้ำภายในประเทศ

นายวิฑูรย์ระบุต่อว่าจากผลการดำเนินการในลุ่มน้ำเมอเลย์-ดาร์ลิงของออสเตรเลียมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่รัฐบาลไทยได้มองเห็นเฉพาะข้อดีของโครงการนี้เท่านั้น โดยเฉพาะปัญหาการบริหารจัดการลุ่มน้ำเมอรี่ดาลิ่งของออสเตรเลียซึ่งก่อให้เกิดปัญหาดินเค็ม การสูญเสียด้านระบบนิเวศน์และที่อยู่อาศัยของปลา ซึ่งต้องมีการสูญเสียงบประมาณในการบริหารจัดการให้คืนสู่สภาพเดิมเป็นจำนวนเงินกว่า 5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นด้านบวกของโครงการดังกล่าว คือการเปิดโอกาสให้ตัวแทนของชาวบ้าน ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในยามที่เกิดปัญหา ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วการตัดสินใจนำโครงการดังกล่าวมาใช้ภายในประเทศไทย หากดูจากผลเสียที่เกิดขึ้นจากโครงการลุ่มน้ำเมอเลย์-ดาร์ลิงของออสเตรเลียแล้ว โครงการของไทยจะเกิดความคุ้มทุนกับที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่ กรณีดังกล่าวจำเป็นที่รัฐจะต้องให้ภาคประชาคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ก่อนที่จะกำหนดนโยบายพัฒนา

กรณีการสร้างเขื่อนในประเทศเวียดนาม หรือบริเวณต้นน้ำเซซาน ยังพบอีกว่าหลังการสร้างเขื่อนเกิดความผิดพลาดในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งยังเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียตามมา เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นตกอยู่กับประชาชนทั้งสิ้น

นายวิฑูรย์ ยังกล่าวถึงผลกระทบของประเทศไทยจากการสร้างเขื่อนในประเทศจีนซึ่งมีโครงการก่อสร้างจำนวนมากนั้น จะส่งผลต่อระดับน้ำที่จะถูกปล่อยลงมายังตอนล่างของเขื่อน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการอพยพโยกย้ายของปลา กรณีดังกล่าวรัฐบาลจีนเป็นผู้ดำเนินการเองโดยไม่มีการปรึกษาหารือกับคนในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีโครงการร่วมระหว่าง ไทย จีน พม่า เพื่อระเบิดแก่งตามลำน้ำโขงเพื่อการเดินเรือขนส่งสินค้าอีก

โครงการนี้ประชากรส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง ซึ่งหากมีการดำเนินการจนเป็นผลสำเร็จคาดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในบางกรณีที่ตามข้อตกลงระบุว่าการระเบิดแก่งความกว้าง 40 เมตร ห้ามประชาชนหรือชาวประมงเข้าไปในบริเวณดังกล่าว กรณีนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต่อไปในอนาคต เนื่องจากไม่มีการปรึกษาหารือหรือทำการศึกษาโดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการจัดเวทีสัมมนาใหญ่ระดับภูมิภาค ประชาสังคมกับการจัดการน้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งตัวแทนจากประเทศไทย ออสเตรเลีย จีน และ เวียดนาม ต่างก็ได้ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาและการขาดความมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำโขงอย่างกว้างขวาง

ผู้อภิปรายส่วนใหญ่ได้ระบุถึงความสำคัญของลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนในลุ่มน้ำสายนี้มาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าได้เข้ามามีบทบาทและคุกคามต่อการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้นมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาและสร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนลุ่มน้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยยกกรณีตัวอย่างของประเทศจีน ที่มีโครงการสร้างเขื่อนกว่า 86,000 เขื่อน โดยการตัดสินใจของภาครัฐโดยฝ่ายเดียว กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบเขื่อน รวมไปถึงผู้ที่อยู่ตลอดลำน้ำโขง เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติซึ่งเป็นการทำลายล้างสิ่งมีชีวิตแล้ว ยังก่อให้เกิดการทำลายวัฒนธรรมหลายอย่างของคนในลุ่มน้ำโขงให้สูญหายไป อีกทั้งจะเห็นได้ว่ากรณีโครงการบางโครงการ เช่น การผันน้ำ การระเบิดแก่งหิน จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้คนที่อยู่อาศัยในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนและลุ่มน้ำโขงตอนกลาง โดยเฉพาะบทเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ปัจจุบันเกิดปัญหาดินเค็ม ดินเป็นกรด รวมไปถึงภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

ซึ่งกรณีปัญหานี้จะต้องมีการหารือกันเพื่อสร้างกระแสนำไปสู่การแก้ไขปัญหานับแต่ลุ่มน้ำโขงตอนต้นไปจนถึงลุ่มน้ำโขงตอนปลายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนำข้อมูลแนวทางออกไปประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบายของภาครัฐที่จะมีผลต่อการบริหารจัดการน้ำต่อไปในอนาคต

รัฐกุมอำนาจจัดการน้ำ

นางพรทิพย์ บุญครอบ ตัวแทนจากโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวในเวทีอภิปรายอีกว่า บทเรียนการจัดการน้ำในประเทศไทยช่วงแรกเป็นการเน้นการจัดหาแหล่งน้ำ การตัดสินใจพัฒนาแหล่งน้ำเป็นการรวมศูนย์อำนาจโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะในบางกรณีมีการสังหารผู้นำ การใช้หลักเศรษฐศาสตร์เป็นตัวตั้งโดยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมใดๆทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังพบว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ภาครัฐ แม้ว่าจะมีการลดบทบาทในบางส่วนแล้วก็ตามแต่ก็ได้เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนซึ่งประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมเช่นเคย

ปัจจุบันประเทศไทยประชาชนจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อย่างกรณีทรัพยากรน้ำ รัฐบาลมักอ้างว่าการแปรรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เบื้องหลังคือการลดภาระการเงินของรัฐ ในทางกลับกันรัฐยังคงต้องอุดหนุนในหลายรูปแบบ เช่นการให้ใช้น้ำฟรี การประกันการใช้น้ำขั้นต่ำให้กับบริษัทที่ได้รับสัมปทานผลิตน้ำประปา เช่น กรณีบริษัทการประปาปทุมธานี เป็นต้น

ระเบิดแก่งน้ำโขง ผลกระทบเพียบ

ขณะที่นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา และนายนิวัติ ร้อยแก้ว จากกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย แสดงความเห็นกรณีโครงการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือว่าจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์ในแม่น้ำโขง ตลอดจนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรริมฝั่งโขง ที่สำคัญโครงการร่วมโครงการนี้ประชาชนชาวอำเภอเชียงของ จ.เชียงรายไม่เคยได้รับรู้เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 46, 58 และ 59 อย่างยิ่ง

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการระเบิดเกาะแก่งกลางลำน้ำโขงจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเขตแดนของประเทศภายใต้เงื่อนไขสัญญาการเดินเรือภายหลังการระเบิดแก่ง อีกทั้งภายหลังการระเบิดแก่งจะไม่มีการอนุญาตให้ขุดดิน ทราย หรือวางตาข่ายดักปลาในแม่น้ำโขงอีกต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการยึดน้ำโขงและเป็นการทำลายชีวิตของชนฝั่งลำน้ำโขงอย่างโหดร้าย

โครงการโขง-ชี-มูล ลอกแบบจากออสเตรเลีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีรัฐบาลไทยได้นำตัวอย่างโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเมอเลย์-ดาร์ลิงในประเทศออสเตรเลียมาใช้เป็นแม่แบบในการดำเนินงานโครงการโขง-ชี-มูลนั้นดร.ประเทศ สูตะบุตร อดีตอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ระบุว่า ในช่วงก่อนการริเริ่มโครงการ โขง ชี มูล ประเทศออสเตรเลียได้ให้ทุนฝ่ายการเมืองและราชการไทยไปศึกษาดูงานที่เมอเลย์- ดาร์ลิง เป็นจำนวนหลายครั้ง และเห็นว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในแง่ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดระบบการใช้น้ำที่ดี

อย่างไรก็ตาม นาย Ian Campbell ตัวแทนจากคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง กล่าวถึงประเด็นเดียวกันนี้ว่า บทเรียนจาก เมอเลย์-ดาร์ลิง ซึ่งเกิดปัญหาด้านการจัดการน้ำนั้นจะต้องเป็นวาระทางการเมืองในระดับสูงต่อไป ซึ่งไม่สามารถหาความเห็นเป็นเอกฉันท์ในทุกโครงการได้แต่ต้องให้ข้อมูลเรื่องผลของโครงการ

ขณะที่เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นเดียวกันนี้ว่า จากบทเรียนของเมอเลย์-ดาร์ลิง ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงแนวคิดอย่างมีนัยยะสำคัญได้ ทั้งนี้เราไม่สามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสังคมการเมือง ถ้าภาคประชาสังคมไม่เข้มแข็งโครงการพัฒนาจากนโยบายของรัฐโครงการใดก็ตามก็คือการประสานผลประโยชน์ไปยังบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

อย่างไรก็ตามในกรณีประเทศไทย ยังพอมีโอกาสที่จะทบทวนโครงการผันน้ำกก -อิง-น่าน , โครงการโขง ชี มูล และอีกหลายโครงการ ยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนโครงการเหล่านี้ ขณะที่ภาคประชาสังคมจะต้องตั้งคำถามและกระตุ้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งลุ่มน้ำโขงและผู้แทนระดับชาติ ตลอดจนนักวิชาการระดับชาติที่ให้คำปรึกษาได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะทำอะไรที่ดีที่สุดให้กับอนาคตของตนเอง ที่สำคัญสังคมวิชาการน่าจะพร้อมที่จะให้คำตอบว่าแนวทางที่ยั่งยืนกว่านั้นคืออะไร