มติประชุมเอ็นจีโอ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง รัฐต้องเปิดเข้าร่วมกำหนดแผนพัฒนา

ผู้จัดการ 13 พฤศจิกายน 2545

ศูนย์ข่าวภาคอีสาน-งานสัมมนาพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขงปิดฉากแล้ว ประกาศขอมีส่วนร่วม ในการวางแผนโครงการพัฒนาในลุ่มน้ำโขงของภาครัฐ ย้ำต้องเปิดให้ภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำ หลังจากที่ผ่านมาภาครัฐกำหนดแผนเอง มีแต่ทำลายทรัพยากรและวิถีชีวิตชาวลุ่มน้ำ โดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อน

งานสัมมนา "ภาคประชาสังคมกับการจัดการน้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" ซึ่งจัดโดยโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนพันธมิตร 6 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย ไทย จีน กัมพูชา เวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)และออสเตรเลีย ซึ่งจัดมาตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งหมด ได้อ่านคำประกาศร่วมที่บริเวณเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

พร้อมกันนั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ร่วมกันปล่อยกระทงขนาดเล็ก เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้กับแม่น้ำ และปล่อยป้ายผ้าขนาดความยาว 25 เมตร จากตัวสะพานเสรีประชาธิปไตยลงไปสู่แม่น้ำมูล เพื่อเป็นการรณรงค์คืนชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ให้กับลุ่มน้ำและธรรมชาติ

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า การจัดสัมมนาในลักษณะนี้ มีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2534 ในโอกาสที่รัฐบาล 4 ประเทศ ร่วมลงนามในการเซ็นสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำโขง การจัดสัมมนาร่วมระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนครั้งนี้ จึงเป็นการจัดสัมมนาระหว่างประเทศสมาชิกครั้งที่ 2  ซึ่งข้อสรุปที่ได้จากการจัดสัมมนา มีมติร่วมเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ต่อไปภาคประชาสังคม จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและพัฒนาลุ่มน้ำโขง

โดยเฉพาะโครงการพัฒนาร่วมระหว่างประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง ภาครัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงภาครัฐฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายกำหนดแผนพัฒนา เนื่องจากการพัฒนาที่จะตอบสนองปัญหาและความต้องการได้ตรงประเด็น จะต้องมีภาคประชาสังคม ชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และความต้องการ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยภาคประชาคมทั้ง 6 ประเทศจะต้องมีความร่วมมือกันมากขึ้นด้วย

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายที่ยาวติดอันดับ 10 ของโลก ดังนั้นจึงมีความหลากหลายทางวิถีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ชีวิตคนมากกว่า 60 ล้านคน ต้องพึ่งพาและอาศัยความสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง เราต้องยอมรับว่านานนับ 1,000 ปี ที่ประชากรเหล่านี้อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำแห่งนี้

ในแค่ระยะเวลาสั้นๆ ในยุคสมัยของการพัฒนา ได้เปลี่ยนแปลงให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า การสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยการกระทำดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตของคนที่เคยพึ่งพิงธรรมชาติและสายน้ำ โครงการพัฒนาเหล่านี้พวกเขาไม่มีโอกาสได้รับรู้ หรือแบ่งปันประโยชน์จากการพัฒนาเลย

"ต่อจากนี้ไป พวกเราต้องการที่จะเห็นการพัฒนา ที่เริ่มจากการเคารพความต้องการของคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณค่า ควรจะต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้ว่าเขามีภูมิปัญญาอะไร มีความต้องการอะไร มีศักยภาพอะไร แล้ววางแผนร่วมกับพวกเขาไม่ใช่มาเอาทรัพยากรของเขาไปให้กับภาคอุตสาหกรรมในภาคเมือง และทิ้งภาระปัญหาให้กับพวกเขาซึ่งอยู่ในท้องถิ่น"นายวิฑูรย์กล่าวและว่า

การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้มีการประชุมสุดยอดระดับโลก ที่ แอฟริกาใต้ โดยรัฐบาลไทยได้เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกร่วมลงนาม การประชุมดังกล่าวก็ได้มีข้อสรุปว่า จากนี้ไปการพัฒนาโครงการใดก็ตาม จะไม่ให้มีการทำลายธรรมชาติและสภาพแวดล้อมได้อีก และต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นด้วย

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่คาดหวังจากการประชุมพบปะกันในครั้งนี้ หวังว่า จากการเชิญฝ่ายต่างๆ ในภาครัฐมาร่วมรับรู้ข้อมูลประเด็นปัญหาด้วย น่าจะช่วยให้ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงของปัญหา และเห็นถึงความต้องการของคนท้องถิ่นที่แท้จริง ที่สำคัญควรจะส่งผลต่อการนำข้อมูลที่องค์กรภาคประชาชน สะท้อนให้รับฟังไปสู่การปรับปรุงและแก้ไขแผนงานโครงการพัฒนาในลุ่มน้ำโขงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การคาดหวังว่าจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนคงเป็นเรื่องยาก แต่จากการสัมมนาและได้ดูงานในพื้นที่จริง คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือและพูดคุยกันมากขึ้น

ด้านนางสาววนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ แกนนำผู้ชุมนุสมัชชาคนจน กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าว ภาคประชาชนองค์กรพัฒนาเอกชนปรารถนาที่จะให้ภาครัฐและสังคมทั่วไป ได้เข้าใจถึงการคืนธรรมชาติให้กับแม่น้ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติของประชาชนที่ถูกทำลายและล่มสลายไปแล้วจากการสร้างเขื่อน การสัมมนาได้พยายามแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ ของตัวแทนแต่ละฝ่ายแต่ละประเทศ ก่อให้เกิดองค์ความรู้โดยภาพรวมทั้งลุ่มน้ำ อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าที่ผ่านมาแต่ละประเทศมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือยัง

ทั้งนี้ หากพบว่าการพัฒนาที่ดำเนินการไปนั้นยังไม่ถูกต้อง จะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้นำไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องได้ตรงกับความต้องการของประชาชน

พร้อมกันนี้นางสาววนิดา ได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลว่า การเรียกร้องของสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลตอนนี้ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติครม.เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ที่สั่งให้มีการปิดประตูระบายน้ำ โดยมีผลในวันที่ 5พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน คือทำให้ชาวบ้านเริ่มขาดแคลนอาหารคือปลา และเกิดการอพยพไปทำงานที่อื่น

ทั้งนี้ การฟื้นฟูระบบนิเวศน์และฟื้นฟูชีวิตของชาวลุ่มน้ำมูล ที่ร่วมกันมากว่า 1 ปี ได้เริ่มแตกสลายอีกครั้ง ขณะนี้สมัชชาคนจนได้เรียกร้องให้นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่ดูแลทบวงมหาวิทยาลัย ให้ทำการปลดอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คือ ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ ในฐานะที่เป็นผู้บิดเบือนการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลฯ กรณีศึกษาผลกระทบเขื่อนปากมูล นับเป็นการทำลายระบบวิชาการ และการทำลายบรรยากาศทางการศึกษาในระดับประเทศ ซึ่งการเรียกร้องดังกล่าวจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงที่สุด