"หลานซางเจียง - เกาลอง"-สายน้ำหน้าหมู่ของคนริมโขงที่เลือนหาย

ผู้จัดการ 2 ธันวาคม 2547

รายงาน  ศูนย์ข่าวเชียงใหม่
      
       "น้ำโขง ของไทย - หลานซางเจียง ของจีน - แม่น้ำล้านช้าง ของชนชาติไตลื้อ - แม่น้ำของ ในความเข้าใจของคนลาว และ ฅนเลธม ในความรู้จักของคนกัมพูชา ก่อนที่จะกลายเป็น เกาลอง หรือเก้ามังกร เมื่อแยกออกเป็นแม่น้ำ 9 สายในเวียดนาม ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้"
      
       มาถึงวันนี้ กำลังสูญสิ้นสภาพความเป็น "แม่น้ำหน้าหมู่" ของผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำตลอดสายที่มีความยาวกว่า 4,700 กม. ผ่าน 6 ประเทศหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งจีน พม่า ลาว ไทย
      
       กัมพูชา และเวียดนาม
       น้ำของ : วิถีที่เปี๊ยนไป๋
      
       "สองปีที่ผ่านมาชาวเชียงของไม่เห็นปลาบึกแม้แต่ตัวเดียว เกิดมาก็เห็นน้ำของ ในน้ำของมีแก่งหิน เรารู้ว่ามีปลา มีพืชน้ำที่เป็นอาหารปลาอยู่ในนั้น เงินสร้างบ้าน ส่งลูกเรียนก็มาจากเงินหาปลาทั้งนั้น ถ้าไม่มีปลา ไม่มีแก่ง ชาวบ้านจะอยู่อย่างไร ที่เป็นมาก็ดีอยู่แล้ว จับปลากันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ไม่เห็นปลาหมด พอมีท่าเอ มีเขื่อนไม่ถึง 2 ปี ปลาหายไปหมด"
      
       เสียงสะท้อนของลุงซ้อ จินะราช พรานปลาบึกวัย 75 ปี ที่เติบโตมากับริมโขง บอกเล่าถึงควาเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของสายน้ำที่แกคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งหากย้อนไปก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ปี ก่อนที่จีนจะสร้างเขื่อน มานวาน เขื่อนต้าเฉาซาน และระเบิดแก่งอีกกว่า 10 แก่ง วิถีชีวิตของลุงซ้อ คงจะคุ้นเคยกับแม่น้ำโขงมากกว่านี้
      
       การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง ภายใต้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "การปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง - แม่น้ำโขง" เริ่มเกิดขึ้นหลังจากรัฐมนตรี คมนาคม 4 ชาติคือ ไทย พม่า ลาว จีน ร่วมกันลงนามเปิดเสรีการเดินเรือเพื่อการพาณิชย์ ในแม่น้ำโขงตอนบน ตั้งแต่ 20 เมษายน 2542 ที่ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า นำมาซึ่งโครงการพัฒนาร่องน้ำเพื่อการเดินเรือ ด้วยการระเบิดเกาะแก่งกลางแม่น้ำโขงที่เห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือตั้งแต่เขตซือเหมา - แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) แบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ
      
       ระยะแรก ระเบิด 11 แก่ง 10 กลุ่มหิน ติดตั้งสัญญาณเดินเรือ 100 จุด 106 เครื่องหมาย และวินซ์ (รอกช่วยดึงเรือข้ามแก่ง) 4 จุด เพื่อให้สามารถเดินเรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 100 ตันได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 95%ในรอบปี      
       ระยะที่ 2 ระเบิด 51 แก่ง และดอน เพื่อให้สามารถเดินเรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 300 ตัน ได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 95%ในรอบปี
       ระยะที่ 3 ปรับปรุงทางน้ำให้มีลักษณะคล้ายคลอง เพื่อให้สามารถเดินเรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 500 ตัน ได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 95%ในรอบปี
      
       การระเบิดเกาะแก่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2545 โดยสามารถระเบิดเกาะแก่งได้ 10 แก่งตามแผนระยะแรก เหลือเพียงคอนผีหลง แก่งสุดท้ายบริเวณชายแดนไทย - ลาว (ด้าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย) ที่ถูกชุมชนในพื้นที่คัดค้าน พร้อมกับเรียกร้องให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ รวมถึง TOR ทางน้ำ และการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางน้ำร่วมไทย-ลาว บริเวณดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน นำมาซึ่งการชะลอโครงการ โดยกระทรวงกลาโหมมีความเห็นให้ทบทวนโครงการเมื่อปี 2546
      
       นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกะทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้มีการว่าจ้างบริษัททีมคอนซัลแตนท์ฯ เข้ามาดำเนินการจนแล้วเสร็จและผ่านความเห็นชอบจาก สผ.เมื่อเดือนมิถุนายน 2547 แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูเกี่ยวกับ EIA ฉบับนี้ว่า เป็น EIA อัปยศก็ตามเมื่อมาถึงวันนี้ ก็รอเพียงการนำเสนอต่อ ครม.ให้พิจารณาอนุมัติ ให้มีการระเบิดแก่งคอนผีหลงต่อไปเท่านั้น
      
       นั่นหมายถึงการระเบิดแก่งหินคอนผีหลง ปราการสุดท้ายของเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่จากซือเหมา - หลวงพระบาง ก็ใกล้จะสิ้นสภาพไปทุกขณะนี้
      
       ไม่เพียงเท่านั้น จีน ประเทศต้นน้ำโขง ที่ในจีนเรียกว่า หลานซางเจียง ยังมีโครงการที่จะก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นตลอดแนวแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตจีนอย่างน้อย 15 เขื่อน โดยมีการมอบเอกสิทธิ์ในการดำเนินงานทั้งหมดกับแม่น้ำโขงให้กับ บริษัทไชน่าหัวหึง จำกัด
      
       จนถึงขณะนี้ได้มีการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเสร็จแล้ว 2 เขื่อน คือ เขื่อนมานวาน สร้างเสร็จเมื่อปี 2539 และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 2 เขื่อนคือ เขื่อนเซี่ยวหวาน และเขื่อนจิ่งหง ที่เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมานี้เอง นอกจากนี้ยังมีเขื่อนที่เตรียมลงมือก่อสร้างอีกหลายแห่งคือ เขื่อนกอนเกาเคียว นอซาดู กันลันเบา และเมงซอง เป็นต้น
      
       การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงตอนบนทั้งหมด ล้วนอยู่ภายใต้การกำหนดทิศทาง หรืออยู่ภายใต้การกำกับโดยจีน ยักษ์ใหญ่ต้นน้ำโขง หรือต้นแม่น้ำหลานซาง ทั้งสิ้น
      
       คนริมน้ำ : วิถีชายขอบ
      
       เฉพาะ 2 โครงการพัฒนาที่จีนดำเนินการในแม่น้ำโขง คือ การะเบิดแก่งหินเปิดร่องน้ำเพื่อการเดินเรือ - การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในแม่น้ำโขงอย่างรุนแรงตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา
      
       ลุงเสาร์ ระวังศรี ชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณ อ.เชียงของ กล่าวว่า การระเบิดหินและการสร้างเขื่อนของประเทศจีน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ มากโดยกระแสน้ำที่เชี่ยวมากขึ้นเมื่อไม่มีแก่งคอยชะลอความเร็วของกระแสน้ำ ปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงอย่างชุกชุมตั้งแต่ อ.เชียงของ ขึ้นไปจนถึง อ.เวียงแก่น และพม่า กว่า 100 ชนิด ได้เลือนหายไปทีละชนิด โดยเฉพาะปลาบึกที่ขณะนี้หาได้ยากมาก
      
       "เดิมทีสามารถจับปลาได้วันละ 20-30 กิโลกรัม เดี๋ยวนี้จับได้ 2-3 กิโลกรัมก็บุญโขแล้ว" เสียงบอกเล่าจากชายชราที่ใช้ชีวิตกับแม่น้ำโขงมากว่าค่อนชีวิต
      
       นอกจากนี้คนหาปลาในหลายพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำโขงต่างระบุตรงกันว่า การหาปลาในแม่น้ำโขงนั้นต้องการสภาพน้ำที่คงตัว หากน้ำจะขึ้นหรือลงต้องเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมานอกจากระดับน้ำจะต่ำลงผิดปกติแล้วน้ำยังขึ้นไม่ปกติด้วย ทำให้ปลาไม่เคลื่อนย้ายหรืออพยพจากแม่น้ำโขงตอนล่างขึ้นไปหากินหรือวางไข่ทางตอนบน
      
       ผลการศึกษาของนักวิจัยจาวบ้าน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ร่วมกับเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการแม่น้ำและชุมชน กลุ่มรักษ์เชียงของ พบว่า มีปลา กว่า 101 ชนิด ที่อาศัยอยู่ตั้งแต่คอนผีหลง ถึงแก่งผาได และคาดว่าน่าจะมากกว่านี้อีกด้วย
      
       นอกจากนี้ พบว่าขณะนี้ระบบนิเวศของปลา เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะแหล่งที่อยู่อาศัย ที่วางไข่ และที่หากิน เปลี่ยนไปหลังจากการระเบิดแก่ง และการสร้างเขื่อนของจีน โดยอาหารของปลาในแม่น้ำโขงจะมากมายแต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ "ไก" ที่เคยขึ้นอยู่ตามหาดทราย ดอน ร่องน้ำ กลางเกาะแก่ง ที่มีก้อนหินอยู่
      
       ดังนั้นเมื่อไม่มีแก่งคอยชะลอกระแสน้ำไก ก็ไม่มีที่เกาะต้องไหลตามกระแสน้ำไป ทำให้ปลาสูญเสียแหล่งอาหาร และที่วางไข่ไปอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาหลายชนิดอาจจะสูญพันธุ์ได้
      
       "แม่น้ำโขงวันนี้ เหมือนกับแม่น้ำที่เขาต้องเรียนรู้ใหม่หมด แตกต่างจากแม่น้ำโขงที่พวกเขาพึ่งพาอาศัยมานานกว่าครึ่งชีวิตอย่างสิ้นเชิง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ผู้คนริมฝั่งแม่น้ำโขงต้องเรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำแห่งนี้กันใหม่"
      
       ลุงเสาร์ เล่าอีกว่า เมื่อแม่น้ำโขงไม่มีปลาเครื่องมือหาปลาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป อดีตนั้นมีเครื่องมือหาปลาหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น เบ็ดน้ำเต้า เบ็ดไก ไซสองงา มองไหล บั้งแลน แต่เดี๋ยวนี้เหลือเพียงไม่กี่ชนิด เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไรเนื่องจากปลาในแม่น้ำโขงไม่มีมากเหมือนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา
      
       จากข้อมูลของเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้สำรวจเครื่องมือหาปลาของชาวประมงที่ใช้ทำมาหากินในแม่น้ำโขงตั้งแต่ อ.เชียงของ จนถึง อ.เวียงแก่น พบว่า มีเครื่องมือหาปลาทั้งหมดประมาณ 69 ชนิด โดยมีเครื่องมือที่เลิกใช้ไปแล้ว 7 ชนิด
      
       นั่นคือบทเรียนแรกที่คนริมฝั่งโขงแถบ อ.เชียงของ - อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ต้องเรียนรู้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกับแม่น้ำที่พวกเขาเคยรู้จัก ... แต่วิถีแห่งความเปลี่ยนแปลงจากแม่น้ำโขงที่ทะลักเข้าสู่ชุมชนริมฝั่งน้ำตลอดแนวไม่ได้ยุติเพียงแค่นั้น
      
       ลุงพรหมมา เสาร์แก้ว 1 ในทีมนักวิจัยจาวบ้าน อ.เชียงของ - อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย บอกว่า ขณะที่พวกเขาหวังพึ่งปลาจากแม่น้ำโขงไม่ได้ ก็พยายามที่จะไปพึ่งพิงการเกษตรริมโขง แต่ที่สุดก็ต้องเลิกหวัง เพราะเมื่อระดับน้ำเอาแน่ไม่ได้ การทำเกษตรริมแม่น้ำโขง ที่เป็นเหมือนที่ดินหน้าหมู่ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีเมื่อน้ำลด ก็ทำไม่ได้
      
       เมื่อก่อนหน้าฝนน้ำจะเพิ่มตามปกติ เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำก็จะลดลง ทำให้ชาวบ้านคาดเดาได้ว่าน้ำจะสูงขึ้นเมื่อใด สามารถลงมือ - ลงแรงปลูกพืช ผัก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน แต่เมื่อระดับน้ำเปลี่ยนไป ปฏิทินเกษตรริมโขง ที่ชาวบ้านจัดเก็บรวบรวมจากประสบการณ์ ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ก็ต้องหมดความขลังลงไปโดยปริยาย
      
       นั่นเนื่องเพราะ ปฏิทินฉบับใหม่ ต้องรอให้คนคุมประตูระบายน้ำตามเขื่อนต่าง ๆ ที่จีน สร้างขึ้นกั้นกลางแม่น้ำโขง เขื่อนแล้ว เขื่อนเล่า เป็นผู้กำหนดให้แทนธรรมชาติ และเป็นการกำหนดเปิด-ปิดตามตามความต้องการเดินเรือเพื่อการค้าของจีน ไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว
      
       โดยระดับและกระแสน้ำที่เปลี่ยนไป เกิดจากการระเบิดแก่งตั้งแต่ปลายปี 2544 เนื่องจากมีการเปิด เขื่อนเพียง 5 ชั่วโมง ในรอบ 4 วัน เพื่อสะดวกต่อการระเบิดแก่ง ซึ่งความผันผวนของระดับน้ำแม่น้ำโขงรุนแรงสูงสุดในเดือนมกราคม - เมษายน 2547 ที่ผ่านมา เนื่องจากจีนทำการปรับปรุงแม่น้ำโขงโดยการสร้างคันกั้นน้ำที่แก่งไคร้ หรือแก่งน้ำไหลวนไกล บริเวณพรมแดนพม่า-ลาว ใต้ท่าเรือกวนเหลยของจีนลงมาตามลำน้ำกว่า 68 กิโลเมตร ทำให้มีการลดระดับน้ำและอนุญาตให้เดินเรือได้เพียง 5 ชั่วโมง ในรอบ 4 วันเท่านั้น
      
       คาดว่าความไม่แน่นอนของกระแสน้ำจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากการก่อสร้างเขื่อนเซี่ยวหลาน และเขื่อนจิงหง เสร็จสิ้น เพราะเขื่อนเซี่ยวหลานมีความสูงถึง 292 เมตร ขณะที่เขื่อนจิงหง ตั้งห่างจากสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน ขึ้นไปเพียงประมาณ 280 กิโลเมตร เท่านั้น
      
       นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงระหว่าง จีน พม่า ลาว และ ไทยในการเดินเรือช่วงฤดูแล้งยิ่งทำให้การขึ้นลงของน้ำย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
      
       เหลือแต่ว่า วันนี้ วิถีคนริมน้ำโขง จะเริ่มจดบันทึกบทเรียนกันใหม่ แทนบทเรียนชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน หรือต้องปล่อยให้วิถีแห่งทุนนิยม เบียดไล่จนหลุดชายขอบไปอย่างไร้หลักเท่านั้น