สภาประชาชนแม่น้ำโขง เพื่อประชาคมภูมิภาคที่สมานฉันท์

กรุงเทพธุรกิจ 29 มิถุนายน 2548

ศรีสุวรรณ ควรขจร

องค์กรภาคประชาสังคมจากทุกประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มาแล้วหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยมีคณะเจ้าภาพที่ร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาสองคณะ (การต่างประเทศ และการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์) และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่ศึกษาและติดตามปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในกรอบภูมิภาคแม่น้ำโขง

องค์กรเหล่านี้เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นในภูมิภาคมาน้ำโขงในช่วงกว่าสิบปีมานี้เป็นสภาวะอันไม่น่าพึงพอใจ โดยเฉพาะในการประชุมครั้งหลังสุด ผู้แทนภาคประชาสังคมจากทุกประเทศสรุปว่า กระบวนการขับเคลื่อนโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคแม่โขง หรือ โครงการจีเอ็มเอส เป็นตัวแปรที่มีพลวัตรมากที่สุดในขณะนี้ ปัญหาก็คือกระบวนการที่ว่านี้ขาดความโปร่งใส ไม่มีการตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและบทบาทของธนาคารพัฒนาแห่งเอเซีย หรือเอดีบีในฐานะผู้กุมบังเหียนกระบวนการจีเอ็มเอสทั้งหมด           

ที่ประชุมดังกล่าวจึงมีข้อเสนอให้จัดตั้ง “สภาประชาชนแม่น้ำโขง (The Mekong Peoples Council)” เพื่อเป็นเวที (Platform) ของฝ่ายประชาสังคมในภูมิภาคที่มุ่งตรวจสอบการทำงานของเอดีบีโดยตรง และส่งเสียงไปยังรัฐบาลที่ยังไม่ค่อยยอมฟังประชาชนของตนเอง นอกจากนั้น เวทีนี้อาจโน้มน้าวรัฐบาลของประเทศร่ำรวยละผลประโยชน์ของตนที่แฝงอยู่ในโครงการพัฒนาต่างๆ และกระตุ้นองค์การระหว่างประเทศที่เป็นกลางให้มีบทบาทที่กระตือรือล้นในการถ่วงดุลการตัดสินใจของรัฐบาลต่างๆ รวมทั้งสถาบันอย่างเอดีบีที่มักละเลยประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม          

เหตุที่กระบวนการจีเอ็มเอสขาดความโปร่งใส “สภาประชาชนแม่น้ำโขง” จึงเป็นข้อเสนอที่มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลของกระบวนการขับเคลื่อนโครงการจีเอ็มเอส จากในอดีตที่เอดีบีเป็นผู้ยึดกุมกระบวนการทั้งหมดจนถึงปัจจุบันที่รัฐบาลต่างๆ ในจีเอ็มเอสเริ่มมีบทบาทในระดับที่แตกต่างกัน มาสู่กระบวนการที่ภาคประชาสังคมสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจต่างๆ ได้ ไม่เพียงเท่านั้น “สภาประชาชนแม่น้ำโขง” ยังอาจมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิภาคที่ยั่งยืนและเป็นธรรม อันเป็นสิ่งที่เราไม่อาจคาดหวังได้จากเอดีบี และรัฐบาลต่างๆ ภายใต้พลวัตรที่เป็นอยู่ขณะนี้ในจีเอ็มเอส

เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เป็นไปไม่ได้ที่สถาบันอย่างเอดีบีจะละทิ้งกระบวนการทัศน์การพัฒนาแบบทุนนิยมอาหารจานด่วน และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งรัฐบาลไทยและจีนซึ่งได้กลายมาเป็นผู้มีบทบาทกระทำการโดยตรงไปแล้ว จะช่วยหันเหทิศทางของโครงการจีเอ็มเอสโดยคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และแนวโน้มความยากลำบากของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในจีเอ็มเอสในการปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ตรงกันข้าม ทั้งสองกลับมีแนวโน้มกระทำการในลักษณะชิงความได้เปรียบของตน เช่น ไทยที่เล็งผลเลิศทางเศรษฐกิจจากสถานะความเป็นศูนย์กลางของโครงข่ายระบบคมนาคมและระบบสายส่งไฟฟ้า ส่วนจีนที่กำลังเร่งมือพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในช่วงแม่น้ำโขงตอนบนซึ่งจีนอ้างอธิปไตยโดยสมบูรณ์

พลังทางเศรษฐกิจของจีนและไทยจะเอื้อให้ตลาดภูมิภาคมีขนาดใหญ่ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยมีความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน เป็นปัจจัยเกื้อหนุน นั่นหมายถึงโครงการจีเอ็มเอสจะสามารถขับเคลื่อนไปในอัตราที่เร็วขึ้น และด้วยเหตุนี้ ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคจะต้องเพิ่มความรุนแรง และขยายขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้น และโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมจะทำให้ประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจน้อยกว่าอย่างลาว กัมพูชาและพม่า ย่อมมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในระยะยาว

แผนการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการจีเอ็มเอส และกิจกรรมผลพวงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการขยายขนาดภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมโดยตรง และจากการลงทุนต่างประเทศ สะท้อนว่า ความสำเร็จของโครงการจีเอ็มเอสอยู่บนฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง (Natural-resource-intensive) ขณะเดียวกัน ทุกประเทศในจีเอ็มเอสยังคงสถานะของความเป็นรัฐ-ชาติ ที่จะยังคงดำเนินนโยบาย “ผลประโยชน์แห่งชาติสำคัญเหนือประโยชน์อื่นใด” บวกกับการครอบงำของลัทธิเร่งการพัฒนา (Hyper-developmentalism) ในหมู่ผู้นำและเทคโนแครตของทุกประเทศ ดังนั้น ประเทศต่างๆ ย่อมมีแนวโน้มที่จะมุ่งตักตวงเอาไว้ให้ได้มากที่สุดจากทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคนี้ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่เป็นส่วนมาก

สภาพที่รัฐบาลของบางประเทศตกเป็นเบี้ยล่างในการเจรจาต่อรองภายใต้โครงการจีเอ็มเอส หากภาคประชาสังคมนิ่งเฉย กระบวนการจีเอ็มเอสมีแนวโน้มที่จะยิ่งตอกลิ่มความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมภายในจีเอ็มเอส และนี่อาจเป็นเหตุให้ “สันติภาพ (Peace)” และ “ความรุ่งเรือง (Prosperity)” ซึ่งเป็นเสมือนสโลแกนของโครงการจีเอ็มเอสเป็นถ้อยคำสวยหรูที่ไม่มีวันเป็นจริง ความไม่เข้าใจหรือละเลยความร้าวฉานในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ยังมิได้เยียวยา และการก้าวเดินหน้าไปในโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมของปัจจุบันยิ่งตอกลิ่มความขัดแย้งให้ลึกขึ้น

ข้อเท็จจริงที่เกิดแล้ว อาทิ จีนกับแผนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นับสิบเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบน และการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือที่ส่งผลกระทบทางลบต่อทุกประเทศโดยเฉพาะกัมพูชาซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพประมงน้ำจืดที่อ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลงของการไหลและระดับน้ำในแม่น้ำโขง รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงตอนใต้สุดของเวียดนาม หรือโครงการเขื่อนในลาวที่สร้างเสร็จแล้ว รวมทั้งล่าสุดคือ โครงการเขื่อนไฟฟ้าน้ำเทิน 2 และอีกหลายโครงการเขื่อนไฟฟ้าในลาว กัมพูชาและพม่าที่กำลังวางแผนกันอยู่ขณะนี้ ตลอดจนข้อเสนอการผันน้ำจากทั้งสามประเทศมายังไทย

แม้ในกลุ่มประเทศยากจนในจีเอ็มเอส ด้วยกันเอง ซึ่งมีความได้เปรียบ-เสียเปรียบโดยภูมิศาสตร์ ก็ไม่วายละทิ้งหลักการการแบ่งปันที่เท่าเทียม แนวโน้มการแย่งชิงทรัพยากรนับวันยิ่งทวีความรุนแรง มีกรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว อาทิ เขื่อนยาลีฟอลล์ (Yali Falls) ที่กั้นแม่น้ำเซซาน ในจังหวัดเกียลาย (Kia Lai) ของเวียดนาม ที่ก่อความเสียหายรุนแรงต่อชุมชนปลายน้ำเซซาน ในจังหวัดรัตนคีรีของกัมพูชา แต่รัฐบาลเวียดนามก็ยังคิดที่จะสร้างเขื่อนเพิ่มในลำน้ำสายนี้ หรือลาวกับแผนการสร้างเขื่อนในภาคใต้กั้นแม่น้ำสะเรป็อก (Srepok) และเซกอง (ซึ่งคาดว่าจะได้เงินกู้จากเอดีบี) กับชุมชนปลายน้ำในเขตจังหวัดสตรึงเต็งของกัมพูชาที่กำลังหวั่นวิตกในแนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดกับตนเอง

หากทุกประเทศล้วนกอบโกยอย่างไร้ความรับผิดชอบ เช่น ลาวประสงค์ที่จะสร้างอีกสัก 50-100 เขื่อน กั้นลำน้ำสาขาต่างๆในประเทศตนที่ให้น้ำแก่แม่น้ำโขงราวหนึ่งในสามของทั้งหมด เพื่อผลิตขายไฟฟ้าให้แก่ประเทศในจีเอ็มเอสและอาเซียน ด้วยเหตุผลที่ว่าลาวต้องการแก้ปัญหาความยากจน หรือไทยกับแผนการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบสนองการขยายอุตสาหกรรมของตนอย่างต่อเนื่อง หรือจีนกับการมุ่งหน้าสร้างเขื่อนอีกนับสิบโครงการในแม่น้ำโขงตอนบนให้สำเร็จเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของตนเอง หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ผลรวมของมันย่อมหมายถึงหายนะของระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงที่ทำหน้าที่เกื้อกูลอาชีพและวิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิมที่ต้องสูญเสียอาชีพ และถูกระบบเศรษฐกิจแบบตลาดบดขยี้กลายเป็นมวลชนในเขตเมืองและอุตสาหกรรม

ควรเข้าใจด้วยว่า ปัญหาแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ไปแล้วในเวลานี้มาจากแตกสลายของชุมชน อันเป็นผลมาจากสงครามความขัดแย้ง และการทำลายล้างทรัพยากรอย่างมโหฬารในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งนักลงทุนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

ความไม่โปร่งใสของโครงการจีเอ็มเอส ก็อาจเพียงพอต่อการที่ “สภาประชาชนแม่น้ำโขง” สมควรเกิดขึ้นในทุกประเทศ เพื่อศึกษาโครงการจีเอ็มเอส ตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ และรณรงค์ให้สังคมเกิดความตระหนัก แม้ในประเทศที่ระบอบการเมืองยังปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน สภาประชาชนแม่น้ำโขงก็อาจสามารถร่วมมือกับรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์เพื่อเผชิญปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประเทศภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคในปัจจุบันที่ไม่เท่าเทียม

หากแต่ในระดับภูมิภาค “สภาประชาชนแม่น้ำโขง” ที่คำนึงถึงปมประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน อุดมการณ์แบบรัฐ-ชาติและนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติที่ไม่สร้างสรรค์ และการยึดถือหลักอธิปไตยเหนือดินแดน (Territorial sovereignty) ที่ใช้ไม่ได้กับกลุ่มประเทศที่อยู่ในระบบนิเวศน์เดียวกัน สภาประชาชนแม่น้ำโขงย่อมเป็นความหวังแห่งการสรรค์สร้างประชาคมภูมิภาคแห่งความสมานฉันท์บนหลักการความเท่าเทียมและยั่งยืน