สภาประชาชนแม่น้ำโขงรุมสับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผันน้ำข้ามชาติ ซ้ำเติมความทุกข์ยากของคนในภูมิภาค

PRESS RELEASE: โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า (TERRA)

1 กรกฎาคม 2548

(1 กรกฎาคม 2548 - เชียงราย) ในการประชุมวันที่สองของสภาประชาชนแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นการประชุมคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ที่สนับสนุนโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้มีการอภิปรายหัวข้อเรื่อง  “เขตเศรษฐกิจพิเศษ มีผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจชาวบ้าน” ซึ่งวงอภิปรายได้วิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจที่คณะรัฐมนตรีได้ผ่านการพิจารณาและอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

โดย อาจารย์ วรศักดิ์ มหัทธโนบล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้วิจัยและร่างกฎหมายฉบับนี้อ้างว่า เลียนแบบเขตปกครองพิเศษของจีนนั้น จริงๆแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก เช่น การให้อำนาจการบริหารจัดการสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการซึ่งคือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จัดการกับพื้นที่อย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ป่า ที่รกร้าง ทะเล แม่น้ำลำคลอง ที่ดินของประชาชน ที่ธรณีสงฆ์ ไม่เพียงเท่านั้น  คณะกรรมการที่เป็นผู้อนุมัติยังสามารถร่วมลงทุนได้ด้วย ซึ่งต่างจากของจีนที่จะทำบนที่ดินรกร้างว่างเปล่าเท่านั้น ไม่ใช่ที่ทำกินของประชาชน และเมื่อเปิดแล้วจะกำหนดพื้นที่แน่นอน ไม่ใช่เปิดทั้งประเทศ นักลงทุนต้องอยู่ในเขตฯเท่านั้น และการบริหารจัดการแรงงานต้องเป็นคนจีน ถ้าเป็นระดับผู้บริหาร สัดส่วนระหว่างจีนกับต่างชาติไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จีน และมีระยะเวลาแน่นอนชัดเจน และนักลงทุนจะต้องผ่านการพิสูจน์ก่อนว่ามีความรู้ในการปฎิบัติจริง ซึ่งต่างจากของไทยที่ไม่จำกัดขอบเขต ไม่จำกัดการลงทุนเฉพาะกลุ่มทุนในไทยเท่านั้น แต่นักลงทุนต่างชาติก็สามารถเข้ามาได้ นอกจากนี้ในร่าง พ.ร.บ.ของไทย เมื่อคณะกรรมการฯตัดสินไปแล้ว จะเพียงเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับทราบเท่านั้น ไม่มีการอภิปราย ขณะที่ในจีนมิใช่เช่นนั้น และทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ พื้นที่ที่ติดแม่น้ำโขงทุกแห่งสามารถประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้

“ต้องเรียกว่า แตกต่างกันอย่างหน้ามือ-หลังมือ ถ้าเติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนซึ่งเป็นเจ้าของแนวคิดเขตปกครองพิเศษยังมีชีวิตอยู่ ก็จะบอกว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้บิดเบือน”

ทางด้านนางสาวเพ็ญโฉม ตั้ง ตัวแทนกลุ่มรณรงค์และศึกษามลภาวะอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลักการและเหตุผลของร่าง พรบ. ฉบับนี้อ้างว่า คำนึงถึงศักยภาพในพื้นที่และความต้องการของคนในพื้นที่ แต่เนื้อหาในร่างกฎหมายมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาโครงการใหญ่ๆหลายโครงการที่ประชาชนทวงสิทธิในการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น โครงสร้างและกลไกจึงเน้นให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารจัดการทรัพยากรในแผ่นดินไทย มีอำนาจเหนือองค์กรปกครองท้องถิ่น และยกเว้นกฎหมายมากกว่า 20 ฉบับ จนได้รับการตั้งสมญาว่า “ร่าง พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นพ่อรัฐธรรมนูญ”

ทางด้าน นายมิติ ยาประสิทธิ์ จากกลุ่มรักษ์เชียงแสน กล่าวว่า เชียงแสนตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะเห็นได้ว่ามีการเตรียมการกว้านซื้อที่ดินไว้หมดแล้ว ถ้าร่างกม.นี้ออกมา นายทุนสามารถประกาศเขตเศรษฐกิจได้เลย นอกจากนี้เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นการเอาเปรียบแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และอาจก่อปัญหาสังคมและความมั่นคงในระดับภูมิภาค

สำหรับการอภิปรายหัวข้อ “โครงการเครือข่ายน้ำ (Water Grid) และโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง” นายมนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ทบทวนบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต จากการศึกษาร่วมกันของธนาคารโลกและคณะกรรมการแม่น้ำโขงอ้างว่าการสร้างเขื่อนในจีนและการระเบิดแก่งจะมีผลต่อการเพิ่มน้ำในฤดูแล้งร้อยละ 20 และลดน้ำในฤดูฝนร้อยละ 5 แต่จากสถิติของกรมทรัพยากรน้ำพบว่า ปริมาณน้ำลดลงร้อยละ 25 และระดับน้ำแปรปรวนอย่างมากจากการเปิด-ปิดเขื่อนของจีน แต่กรมทรัพยากรน้ำไม่ได้ทำอะไร หรือนำเสนอข้อมูลเพื่อปกป้องคนไทยเลย ทั้งนี้ รัฐบาลยังจะเดินหน้าโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเพื่อสร้างโครงการเครือข่ายน้ำในประเทศไทย ซึ่งจะต้องใช้น้ำในโครงการกว่า 80% จากแม่น้ำโขง

ทางด้านนายสนั่น ชูสกุล จากเครือข่ายลุ่มน้ำมูลที่ติดตามโครงการโขง-ชี-มูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง ชี้ว่า เมื่อริเริ่มโครงการอ้างว่าจะสามารถจัดหาน้ำเพื่อการชลประทานได้แสนไร่  แต่สิบปีเศษของโครงการสามารถจัดหาน้ำเพื่อการชลประทานได้เพียง 900 ไร่เท่านั้น แต่สร้างปัญหาทั้งภัยแล้ง, ก่อปัญหาดินเค็ม และมีอนุสาวรีย์ความล้มเหลวผุดทั่วอีสาน

ทางด้านนายนิคม พุทธา โครงการพะเยาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ภาครัฐและสถาบันการเงินที่ให้ทุนไม่เคยศึกษาเรื่องลุ่มน้ำ คิดเพียงแต่ว่าจะใช้ประโยชน์จากน้ำไม่ให้ไหลไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้น การสร้างเขื่อน และการผันน้ำจึงเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาน้ำแล้ง ผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาศึกษาต่างก็เป็นช่างเทคนิคไม่เข้าใจลุ่มน้ำ คิดแยกส่วนไม่มีความเชื่อมโยง และใช้อำนาจสั่งการให้ข้าราชการมาสนับสนุน เมื่อเขื่อนสร้างเสร็จคนเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากงบประมาณก่อสร้าง ผ่านเม็ดเงินและการคอรัปชั่น ขณะที่ประชาชนคือผู้รับภาระกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีถ้อยแถลงสภาประชาชนแม่น้ำโขงต่อการประชุมสุดยอดจีเอ็มเอส โดยยืนยันให้รัฐบาลในลุ่มโขงและธนาคารพัฒนาเอเชียดำเนินการโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนดำเนินการโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล โดยพวกเรา ซึ่งมาร่วมกันริเริ่มสภาประชาชนแม่น้ำโขง มีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ และผลักดันให้การดำเนินการเป็นไปอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งจะร่วมกันแสวงหาทางเลือก เพื่อให้การพัฒนาลุ่มน้ำโขง เป็นการพัฒนาที่มีความสมดุล มีเสรีภาพ และเป็นธรรม นำมาซึ่งสันติสุขอย่างแท้จริง

อนึ่ง องค์กรร่วมจัด ประกอบไปด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า/มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, กรุงเทพฯ  คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ), เชียงใหม่ เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา,เชียงราย โครงการแม่น้ำและชุมชน, เชียงราย กลุ่มรักษ์เชียงของ, เชียงราย เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำมูล/ชี, ขอนแก่น ชมรมอนุรักษ์ลุ่มน้ำสงคราม, สกลนคร โครงการทามมูล, สุรินทร์ ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน, กรุงเทพฯ และองค์กรชุมชนจากภูมิภาคต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง

โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า (TERRA)