จีนกับวิกฤตในแม่น้ำโขง

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 716 17 กุมภาพันธ์ 2549

ทางการเวียดนามรายงานว่า น้ำเค็มจากทะเลจีนใต้ได้ไหลทะลักและลึกเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ของเวียดนามเป็นระยะทางที่ยาวมากกว่า 30 กิโลเมตรแล้ว นับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา

โดยภายใต้สภาพเช่นนี้ไม่เพียงจะทำให้ทางการเวียดนามเชื่อว่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่เวียดนามจะต้องเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงเท่านั้น หากแต่ยังทำให้ทางการเวียดนามมั่นใจด้วยว่าสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ เป็นผลที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงมาจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแนวแม่น้ำโขงในเขตมณฑลยูนนานทางภาคใต้ของจีนนั่นเอง

แต่ถึงกระนั้นก็เป็นที่ถกเถียงกันมาในตลอดช่วงกว่า 5 ปีมานี้ว่าสภาวะแห้งแล้งจริง ๆ หรือไม่ ทั้งนี้ เพราะในช่วงปี 2000-2003 ซึ่งประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงอย่างลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามต้องเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น นักวิชาการของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้ให้การอธิบายว่า

“....ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงในทุกพื้นที่ของประเทศที่อยู่ในตอนล่างของแม่น้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศลาวที่มีแม่น้ำสาขา ของแม่น้ำโขงมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนของปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำทั้งหมดในแม่น้ำโขง...”

ส่วนแม่น้ำสาขาในประเทศจีนที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงนั้นสามารถคิดเป็นสัดส่วนได้เพียงไม่เกิน 15% ของปริมาณน้ำทั้งหมดในแม่น้ำโขงเท่านั้น ซึ่งด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ก็เลยทำให้นักวิชาการของ ADB สรุปว่าเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงในเขตประเทศจีนนั้นไม่มีผลทำให้เกิดสภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงและกว้างขวางในประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงอย่างแน่นอน

หากแต่ในทางตรงกันข้าม เขื่อนขนาดใหญ่ในจีนที่สร้างเสร็จแล้วสองแห่ง คือ เขื่อนมันวานและเขื่อนต้าเส้าชานนั้นกลับจะมีส่วนช่วยลดความนุนแรงของภัยน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ทั้งยังจะมีส่วนช่วยบรรเทาสภาวะแห้งแล้งด้วยการปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมาหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรของประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้งได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การให้คำอธิบายเช่นนี้โดยนักวิชาการของ ADB ก็ถูกนักอนุรักษ์สภาพแวดล้อมธรรมชาติว่าเป็นการให้ข้อมูลอย่างไม่รอบด้าน เพราะธรรมชาติของแม่น้ำโขงในจีนนั้นจะมีน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงสายน้ำมาจากการละลายของหิมะในช่วงฤดูแล้ง แต่ครั้นเมื่อจีนมาสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเช่นนี้ จึงทำให้น้ำที่มาจากการละลายของหิมะนั้น ไม่สามารถที่จะไหลลงมาสู่ตอนล่างของแม่น้ำของแม่น้ำโขงได้ตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทางการจีนกำลังจะก่อสร้างเขื่อนเสี่ยววานแล้วเสร็จในอีกไม่นานนี้     ก็ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงอย่างรุนแรงมากขึ้นอีก เพราะเขื่อนแห่งที่ 3 ของจีนนี้จะมีความสูงจากระดับของแม่น้ำโขงมากถึง 300 เมตร ซึ่งจะทำให้จีนสามารถกักเอาน้ำไว้เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและตอบสนองพื้นที่การเกษตรในประเทศของตนได้มากขึ้น อันหมายถึงปริมาณน้ำที่จะถูกปล่อยลงมาสู่พื้นที่ที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงน้อยลงนั่นเอง

ทางการจีนมีแผนการที่จะก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงในส่วนที่อยู่ในเขตประเทศจีนหรือที่ทางการจีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้างนั้นไม่น้อยกว่า 8 โครงการ โดยโครงการที่จะอยู่ใกล้เขตสามเหลี่ยมทองคำมากที่สุดก็คือ เขื่อนเชียงรุ่ง

ซึ่งทุกโครงการก่อสร้างเขื่อนของจีนดังกล่าวไม่เพียงจะมีเป้าหมายเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและตอบสนองน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรเท่านั้น หากแต่ยังมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเดินเรือขนส่งสินค้าและโดยสารจากท่าเรือซือเหมาลงมาที่สามเหลี่ยมทองคำไปจนถึงแขวงหลวงพระบางในลาวให้ได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ มีเรือขนส่งสินค้าจากจีนมาที่ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยเฉลี่ยมากถึง 1,500 เที่ยวในแต่ละปี ซึ่งการที่สามารถทำได้เช่นนี้ ก็เป็นเพราะทางการจีนได้ทำการระเบิดและเคลื่อนย้ายแก่งหินขนาดใหญ่มากกว่า 11 แห่งออกไปจากเส้นทางเดินเรือในเขตที่ติดต่อชายแดนในแนวแม่น้ำโขงระหว่างพม่า-ลาวและไทยทั้งหมดแล้ว

ส่วนแก่งที่ยังคงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ก็มีเพียงแก่งคอนปีหลวงที่เขตติดต่อชายแดนในแนวแม่น้ำโขงระหว่างจังหวัดเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของลาว เท่านั้น

ทั้งนี้ โดยสาเหตุที่ทำให้แก่งคอนผีหลวงยังสามารถคงอยู่ได้นั้น ก็เป็นเพราะความร่วมมือร่วมใจของคนไทยกับคนลาวในพื้นที่ ซึ่งได้เห็นผลกระทบจากการระเบิดแก่งหินในแนวแม่น้ำโขง มาในตลอดช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมานี้

“...ชาวบ้านทั้งในฝั่งลาวและฝั่งไทยที่ยังชีพด้วยการประมงในแม่น้ำโขง สามารถจับปลาได้น้อยลงมากกว่าครึ่ง ส่วนกลุ่มแม่บ้านก็ต้องสูญเสียอาชีพเพราะไม่สามารถที่จะเก็บไก (สาหร่าย) ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่การเกษตรริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้งในฝั่งลาวและฝั่งไทยก็เกิดการพังทลายลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ...”

ข้อความข้างต้นนี้เป็นผลที่ได้จากการสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนาม ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มเครือข่ายอนุมรักษ์แม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ South East Asian River Network (SEARIN) ในตลอดช่วงกว่า 5 ปี หรือนับจากที่ทางการจีนได้เริ่มดำเนินการระเบิดและเคลื่อนย้ายแก่งหินออกไปจากเส้นทางเดินเรือในแม่น้ำโขงเป็นต้นมา

โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้นนั้น นักอนุรักษ์ใน SEARIN ก็ได้ให้การอธิบายว่าการระเบิดและเคลื่อนย้ายแก่งหินดังกล่าว ได้ส่งผลทำให้กระแสน้ำมีอันต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งความเร็วและความแรงของกระแสน้ำ

เพราะฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นติดตามมาก็คือ พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำถูกกัดเซาะจนพังทลายลงมาเรื่อย ๆ ส่วนดินที่พังทลายลงมาดังกล่าวนั้น ก็ถูกพัดพาไปทับถมทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำที่เรียกว่า “คก” หรือ “วังน้ำ” นั้น เกิดการตื้นเขินจนถูกทำลายไป และในที่สุดสัตว์น้ำก็ไม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้นนักอนุรักษ์ฯ ยังเชื่อด้วยว่าแก่งหินในแนวแม่โขงไม่เพียงจะเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำเท่านั้น หากแต่ยังเป็นแหล่งวางไข่ของปลาบึก ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการประเมินว่ายังคงเหลืออยู่เพียงไม่เกิด 100 ตัวเท่านั้นอีกด้วย

ส่วนการปิด-เปิดประตูเขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วสองแห่งในจีนนั้น ก็ไม่เพียงจะเป็นผลทำให้ระดับน้ำปรับขึ้น-ลง และมีระดับที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างช่วงเช้ากับช่วงเย็นของวันเดียวกันเท่านั้น แต่ด้วยสภาพของระดับน้ำเช่นนี้ยังได้ส่งผลกระทบทำให้พืชพันธุ์ที่เกิดอยู่ตามริมฝั่งและแก่งในแม่น้ำโขงต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างมากอีกด้วย ดังเช่นในกรณีของไก (สาหร่าย) ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ซึ่งมีสาเหตุมาจากระดับน้ำที่ปรับขึ้น-ลงอย่างผิดปกตินั่นเอง

โดยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะต้น ๆ ของการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในลุ่มแม่น้ำโขงระหว่างจีนกับพม่า-ลาว-ไทย-กัมพูชา และเวียดนาม หรือที่เรียกตามศัพท์แสงของ ADB ที่ว่า Greater Mekong Sub-Region (GMS) เท่านั้น

ส่วนสำหรับผลกระทบในระยะยาวนั้นคงเป็นการยากที่จะประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะจะต้องไม่ลืมว่าจีนนั้นยังคงไม่ได้เป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission (MRC) จึงทำให้ไม่ต้องผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงว่าด้วยการใช้น้ำในแม่น้ำโขงเหมือนกับลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

นั่นก็คือจีนมีอิสระที่จะใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงอย่างไรก็ได้ ซึ่งในที่นี้ย่อมรวมไปถึงการที่จะสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงกี่โครงการก็ได้ในอนาคตข้างหน้านี้!!!