การสร้างเขื่อนในประเทศจีนและผลกระทบต่อประเทศไทย

โพสต์ทูเดย์ 15 กันยายน 2549

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนบทความเรื่อง “พลังงานนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและความมั่นคงของประเทศ” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการสัมมนาของมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 โดยเน้นปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลไทยควรนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนและการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศพม่า

เรื่องที่ไม่ได้พูดถึงในงานสัมมนาในวันนั้นก็คือผลกระทบที่อาจมีต่อประเทศไทยจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมากบนแม่น้ำโขงในประเทศจีน ซึ่งหากในที่สุดประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศจีนจำนวน 3,000 เมกะวัตต์ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างทั้งสองประเทศแล้วก็หมายความว่าจะต้องมีการสร้างเขื่อนอีก 1-2 แห่งบนแม่น้ำโขงเพื่อป้อนไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทย ผลกระทบของการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงในประเทศจีนนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการนำมาพิจารณากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในระดับนโยบาย เท่าที่จำได้อาจมีการพูดคุยกันบ้างเมื่อหลายปีมาแล้วในช่วงก่อนที่จีนจะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงซึ่งพอสรุปคร่าวๆคือการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงไม่น่ามีผลกระทบมากนักต่อประเทศไทยเพราะจีนก็จะปล่อยให้น้ำที่ผ่านกังหันผลิตไฟฟ้าให้ไหลลงตามลำน้ำโขงต่อไป อีกทั้งเขื่อนจะช่วยควบคุมการไหลของน้ำทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2549 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้จัดการประชุมโต๊ะกลม “การติดตามสถานการณ์ในลุ่มแม่น้ำโขงและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย” เพื่อติดตามความก้าวหน้าของสถานการณ์ และระดมสมองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงที่อาจมีต่อประเทศไทย โดยมีประเด็นย่อย 3 ประเด็น ได้แก่ การสร้างเขื่อน การระเบิดแก่งแม่น้ำโขง และการผันน้ำ ผมคิดว่าคงไม่ผิดที่จะสรุปว่าผู้เข้าร่วมประชุมค่อนข้างมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับผลกระทบของการสร้างเขื่อนบนลำน้ำโขงในประเทศจีน รวมทั้งการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อให้การคมนาคมขนส่งมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งผลกระทบนี้มีต่อประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆที่อยู่ทางด้านใต้เขื่อน และเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรเร่งเจรจาทำความเข้าใจกับรัฐบาลจีนโดยเร็ว

รัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงกว่า 20 แห่ง โดยในปัจจุบันได้สร้างเสร็จและดำเนินการแล้ว 2 แห่งได้แก่เขื่อนม่านวาน สร้างเสร็จในปี 2539 ขนาด 1,550 เมกะวัตต์ และเขื่อนต้าเฉาชาน สร้างเสร็จในปี 2546 ขนาด 1,350 เมกะวัตต์ และมีอีก 2 เขื่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้แก่เขื่อนเสี่ยววาน คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2555 ขนาด 4,200 เมกะวัตต์ และเขื่อนจิงหง คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2553 ขนาด 1,750 เมกะวัตต์ เขื่อนจิงหงนี้ก็คือเขื่อนที่ตั้งอยู่ที่เมื่องจิงหง หรือเชียงรุ่ง ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งเดิมรัฐบาลจีนจะสร้างขึ้นเพื่อขายไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทยเพราะมีระยะทางห่างจากชายแดนไทยเพียง 280 กิโลเมตร แต่เนื่องจากนโยบายของไทยขาดความชัดเจน รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจเดินหน้าในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในประเทศจีน และหากต่อไปประเทศไทยยังมีความต้องการจะซื้อไฟฟ้าจากจีนจำนวน 3,000 เมกะวัตต์ตามข้อตกลง รัฐบาลจีนก็จะพัฒนาเขื่อนอื่นเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้ไทยต่อไป

ในการประชุมโต๊ะกลมนี้ ผมได้รับหนังสือเรื่อง “คำให้การของคนท้ายน้ำ” จัดทำโดยเครือข่ายแม่น้ำเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนังสือที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการพัฒนาแม่น้ำโขงตอนบน ผมจึงขอนำข้อมูลจากหนังสือดังกล่าวมาเล่าให้ฟัง

แม้ว่าในฤดูฝน น้ำจากแม่น้ำโขงตอนบนจะมีอิทธิพลต่อน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างน้อยเพราะน้ำจากแม่น้ำโขงตอนล่างมาจากแม่น้ำสาขา แต่ในฤดูแล้งน้ำจากแม่น้ำโขงตอนบนกลับมีอิทธิพลต่อน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างมาก ปริมาณกระแสน้ำทั้งปีในแม่น้ำโขงช่วงก่อนจะไหลลงทะเลที่ประเทศเวียตนามเป็นน้ำที่มาจากเขตประเทศจีนประมาณ 15-20% ในขณะที่ปริมาณน้ำที่มาจากในเขตประเทศจีนมีสัดส่วนกว่า 60% ของกระแสน้ำของแม่น้ำโขงส่วนที่ไหลผ่านประเทศไทยและลาวในช่วงหน้าแล้ง

รายงาน “การศึกษาปริมาณการไหลของน้ำในแม่น้ำโขง” โดยส่วนวิจัยและพัฒนาอุทกวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ เมื่อเดือนเมษายน 2547 ระบุว่าหลังจากที่ประเทศจีนได้เริ่มการก่อสร้างเขื่อนม่านวานในปี 2535 และต้าเฉาชานในระยะต่อมา ปริมาณการไหลของน้ำต่ำสุดหลังปี 2535 ณ สถานีเชียงแสนลดลง 25% ขณะที่โอกาสการเกิดปริมาณน้ำนองสูงสุดในรอบปีต่างๆมีค่าลดลงด้วย การศึกษาดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าการสร้างเขื่อนม่านวานกั้นแม่น้ำโขงในจีนทำให้ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำไหลต่ำสุด (minimum discharge) ของแม่น้ำโขงที่เชียงแสนลดลงจากค่าปรกติ โดยในช่วง 30 ปีก่อนการกักเก็บน้ำของเขื่อนม่านวาน ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำไหลต่ำสุดเท่ากับ 752 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หลังการสร้างเขื่อนปริมาณน้ำไหลต่ำสุดได้ลดลงเหลือ 569 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

หนังสือ “คำให้การของคนท้ายน้ำ” ยังระบุต่อไปว่า การระเบิดแก่งแม่น้ำโขงที่ดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2544 ได้ทำให้เกิดความผันผวนของระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งเกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในเดือนมกราคมถึงเมษายน 2547 เมื่อจีนทำการปรับปรุงร่องน้ำในแม่น้ำโขงโดยการสร้างคันกั้นน้ำที่แก่งไคร้บริเวณพรมแดนพม่า-ลาว ใต้ท่าเรือกวนเหลยของจีนลงมาตามลำน้ำ 68 กิโลเมตร การทำคันกั้นน้ำนี้ทำให้มีการลดระดับน้ำและอนุญาตให้เดินเรือได้เพียง 5 ชั่วโมงในรอบ 4 วันเท่านั้น

ความไม่แน่นอนของกระแสน้ำในแม่น้ำโขงได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการสร้างเขื่อนเสี่ยววานและเขื่อนจิงหง ซึ่งเขื่อนเสี่ยววานเมื่อมีการสร้างเสร็จจะมีความสูงถึง 292 เมตร (เทียบกับความสูงในระดับ 110-140 เมตรสำหรับเขื่อนอีกสามแห่งที่สร้างแล้วหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง) นอกจากนั้นการทำข้อตกลงระหว่างจีน พม่า ลาว และไทยในการควบคุมน้ำเพื่อให้สามารถเดินเรือขนาดใหญ่ในฤดูแล้งได้ จะทำให้วัฎจักรการขึ้นลงของน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนไป

ระดับน้ำที่ขึ้นๆลงๆตามอิทธิพลของการใช้งานเขื่อนและการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูแล้งราวเดือนมกราคมถึงเมษายน ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันมีผลกระทบโดยตรงต่อพันธ์ปลา พรรณพืช และวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งสองฝั่งโขงด้วยเช่นกัน

ผลกระทบของการสร้างเขื่อนในประเทศจีนเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนแล้ว และนี่เป็นเพียงผลจากการสร้างเขื่อนเตี้ยๆเพียงสองแห่ง ยังจะมีเขื่อนที่ทยอยตามมาอีกเกือบ 20 แห่ง โดยเฉพาะความต้องการไฟฟ้าและน้ำในประเทศจีนคาดว่าจะขยายตัวอย่างรวดเร็วต่อไป การรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศจีนอาจมีส่วนในการเพิ่มปัญหาและผลกระทบต่อประเทศไทย ผมคิดว่าประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และดำเนินการเจรจากับรัฐบาลจีนอย่างเป็นระบบเสียทีโดยอาศัยทุกช่องทางที่มีอยู่ อย่าไปหวังพึ่งประเทศอื่นๆในลุ่มแม่น้ำโขงมากนักในการผนึกกำลังเพื่อเจรจากับจีน เพราะประเทศเหล่านั้นได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศไทย