เขื่อนมา-แก่งหาย ชาวโขงสะเทือน?

กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2549

 

เมื่อระบบเศรษฐกิจทุนขนาดยักษ์จากแดนมังกรมุ่งขยายมาสู่ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลำน้ำแม่โขงซึ่งเต็มไปด้วยเกาะแก่งน้อยใหญ่จึงถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการขนส่ง ยุวดี มณีกุล สะท้อนเสียงนักวิชาการที่ถามหาสิทธิในการดำรงอยู่และใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชาวบ้านชายขอบแม่โขง

       เช้าวันนั้นชาวเชียงรุ่งและชาวต่างชาติเรือนร้อยออกันที่ท่าเรือเชียงรุ่ง ต่างตระเตรียมลงเรือเพื่อล่องแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง) ไปยังจุดหมายของตน

       ทางซ้ายของแม่น้ำสะพานแขวนสิบสองปันนาโดดเด่นตัดกับผืนฟ้าสีจาง ไอหมอกเรี่ยผิวสะพานห่มรถราน้อยใหญ่ไว้ในฉากสีเทา

       ทางด้านขวามองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำเก่าไกลๆถัดจากสะพานนี้ไปประมาณ 6 กิโลเมตร รัฐบาลจีนกำลังเร่งมือสร้างเขื่อนประจำเมืองเชียงรุ่ง เขื่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกแห่งคือเขื่อนซือเหมา ส่วนเขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วมี 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนเสียงวัน เขื่อนต้าเฉาชัน (Dachaoshan เปิดใช้แล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์100%) และเขื่อนม่านวัน (Manwan เป็นเขื่อนแห่งแรกของจีนในยูนนานที่สร้างคร่อมแม่น้ำโขง)

       เจ้าหน้าที่ท่าเรือยืนขรึมประจำตำแหน่งด้านหลังเป็นทิวมะพร้าวของจริงและปลอมสลับกันไปอย่างไม่ทราบเหตุผล เช่นเดียวกับรูปแผนที่ภายในอาคารผู้โดยสารที่ติดตั้งในแนวขวาง กล่าวคือขอบเขตประเทศจีน ไทย ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ที่ปรากฏในแผนที่ต่างเปลี่ยนท่าทางเป็นตะแคงกันถ้วนหน้า ใครคนหนึ่งเดาว่าอาจเป็นการประหยัดพื้นที่ เพราะผนังไม่สูงพอสำหรับการวางแผนที่แนวตั้ง

       ความประหลาดใจเล็กๆน้อยๆ นี้เกิดกับคนช่างสังเกตนาม ดร.ชาญวิทย์ เกษตริศิริ ผู้นำคณะสื่อมวลชนทัศนศึกษาในโครงการ'แม่น้ำโขง: จากเชียงรุ่งถึงเชียงแสน' ในนามมูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ในวันที่พวกเราล่องแม่น้ำโขงกลับประเทศไทย

       หินแปรกับต้นสิบสองปันนา

       เรือท่องเที่ยวแบบเหมาลำอัตรา 2 แสนบาท (ปรับจากปีก่อนเท่าตัว) ออกจากท่าเรือเมืองเชียงรุ่งเวลาประมาณ 8.50 น. ใครหลายคนเปรยว่าอยากนั่งเรือเหล็กท้องแบนที่บรรทุกแอปเปิลมากกว่า ทว่ารัฐบาลจีนเตรียมออกนโยบายให้นักท่องเที่ยวใช้บริการเรือท่องเที่ยวแทนเรือท้องแบนแบบเก่า และเข้มงวดมากขึ้นกับการแวะจอดริมฝั่งตามคำร้องขอของนักท่องเที่ยว

       กัปตันค่อยๆเร่งความเร็วพาเรือชำแรกผืนน้ำสีช็อกโกแลตจนผ่านพ้นตัวเมือง เจ้าหน้าที่เตือนว่าหากต้องการออกไปชมวิวที่ดาดฟ้าต้องสวมเสื้อชูชีพเพราะกระแสน้ำล้านช้างยามนี้เชี่ยวนัก

       อ.สมฤทธิ์ ลือชัย วิทยากรผู้สร้างสีสันให้แก่หมู่คณะแนะให้สังเกตต้นไม้เฉพาะถิ่นแม่น้ำโขงพันธุ์หนึ่ง ชื่อต้นสิบสองปันนา ลักษณะคล้ายปาล์มขนาดเล็ก ขึ้นเป็นพุ่มตามโขดหินตลอดสองฟากฝั่ง อ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยากรอีกคนหนึ่ง เสริมว่าหินแถวนี้เป็นหินแปร บางจุดซ้อนเป็นชั้นๆ สวยงาม บางจุดมีสีสันแปลกตา

       เกาะแก่ง หรือคอน ก็เป็นประเภทเดียวกัน ปรากฏประปรายทั่วลำน้ำโขง ส่วนใหญ่เป็นแก่งขนาดกลางและเล็ก เพราะเหตุว่าแก่งขนาดใหญ่นั้นถูกระเบิดทำลายไปแล้ว

       เวลาประมาณ10.45 น. เจ้าหน้าที่ประจำเรือบอกว่ากำลังผ่านเขตแดนระหว่างจีนและพม่า มีแม่น้ำสายเล็กๆ ชื่อแม่น้ำอาเป็นแนวเขตระหว่างจีนและพม่า (รัฐฉาน) เห็นชาวบ้านพม่ากำลังเก็บหน่อไม้ป่าริมแม่น้ำ ต่างฝ่ายต่างโบกมือให้กัน

       พ้นไปอีกระยะหนึ่งจึงเข้าสู่เขตพม่า (ด้านขวาของแม่น้ำโขง) และลาว (แขวงหลวงน้ำทา-บ่อแก้ว) แก่งน้อยๆ กลางแม่น้ำมีหลักเขตปักเด่น เป็นสิ่งหลงเหลือสมัยอาณานิคมที่ฝรั่งเศสและอังกฤษปักปันดินแดนกัน โดยฝั่งซ้ายของแม่น้ำเป็นของฝรั่งเศส ฝั่งขวาเป็นของอังกฤษ

       เรือแล่นผ่านท่าเรือใหญ่แห่งหนึ่งของพม่าเห็นรถบรรทุกเตรียมรอถ่ายเทสินค้าจากเรือจีนเพื่อนำไปส่งขายที่ตลาดเมืองเชียงตุง

       "น้ำโขงขุ่นคล้ายสีช็อกโกแลต ให้ทายว่าตรงไหนน้ำโขงใส" อาจารย์ชาญวิทย์ส่งเสียงถามสมาชิก หลายคนผลัดกันตอบคล้ายเล่นเกมอะไรเอ่ย ในที่สุดอาจารย์จึงเฉลยว่าเป็นบริเวณหลี่ผี ในแขวงจำปาสักของลาว

       ถึงตอนนี้วงสนทนาบนผืนน้ำจึงเริ่มต้นอ.สมฤทธิ์ เล่าว่าในสมัยอาณานิคม หมอสอนศาสนาที่ชื่อ คลิฟตัน ด็อดด์ ได้ล่องแม่น้ำโขงแล้วเกิดอุบัติเหตุเรือล่ม หมอด็อดด์หายไป 1 เดือน ในที่สุดมาปรากฏตัวที่เชียงตุง หมอด็อดด์บันทึกไว้ว่าหลังจากรอดชีวิตได้เดินเท้านานกว่า 1 เดือนจนมาถึงเชียงตุง

       อุบัติเหตุครั้งนี้บวกกับลักษณะแก่งน้ำตกคอนพะเพ็งในลาวทำให้นักสำรวจชาวฝรั่งเศสยอมรับว่าแม่น้ำโขงอันตรายเกินกว่าจะเดินเรือทะลุขึ้นไปถึงจีน

       "ปลาบึกเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำโขง ปลาสวายเป็นปลาน้ำลึกท้องเป็นมัน คนเหนือเรียกว่าท้องลากทราย เนื้อนิ่ม เวลาแกงรสชาติอร่อยมาก" อ.สมฤทธิ์ เล่าไปสูดปากไป ใจนึกถึงอาหารมื้อค่ำที่ปลายทาง

       อ.อัครพงษ์เล่าเสริมว่า ปลาบึกกินแต่ไกหรือสาหร่ายแม่น้ำเป็นอาหาร ถ้าระบบธรรมชาติถูกปรับเปลี่ยนแล้วไกหมดจากแม่น้ำโขงเมื่อไร ปลาบึกก็ย่อมสูญพันธุ์ไปด้วย แต่ปลาสวายกินทุกอย่างจึงมีมันมาก ตลาดใหญ่ของการส่งออกปลาสวายอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในเวียดนามอันเป็นประเทศปลายน้ำโขงมีผู้เลี้ยงปลาสวายประมาณ 5 หมื่น-2 แสนคน

       พระอาทิตย์สาดแสงสุดท้ายใส่ผืนน้ำโขงในจังหวะที่เรือล่องมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองที่บ้านมอมฝั่งลาว ทางฝั่งพม่าตรงกับบ้านวังปม บริเวณเนินสูงปรากฏวัดของครูบาบุญชุ่ม ที่ชาวบ้านทั้งไทยและพม่านับถือศรัทธา ท่านมีเชื้อสายไทยใหญ่ ปัจจุบันเมื่อถูกทางการพม่าเพ่งเล็ง ครูบาบุญชุ่มจึงได้ย้ายไปจำวัดที่อื่น

       ไม่นานนักเรือโดยสารแวะเติมน้ำมันดีเซลที่ปั๊มแพเล็กๆ ทางฝั่งลาว เป็นน้ำมันที่ซื้อจากประเทศไทย เพราะน้ำมันจากฝั่งทะเลตะวันออกของจีนมาถึงยูนนานมีราคาแพง แต่น้ำมันที่ส่งมาจากท่าเรือคลองเตยขึ้นมาจนถึงฝั่งลาวราคาถูกกว่ามาก ทั้งยังได้ยกเว้นภาษีเนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกจากไทย ราคาน้ำมันวันนั้นอยู่ที่ลิตรละ 23.50 บาท เรือกินน้ำมันไป 800 ลิตร แล้วจึงออกเดินทางต่อ

       ครั้นผ่านสามเหลี่ยมทองคำก็ใกล้ค่ำเห็นพระพุทธรูปสี่แผ่นดิน (ไทย ลาว จีน พม่า) ตระหง่านอยู่ที่ฝั่งเชียงแสนของไทย พระพุทธรูปสี่แผ่นดินองค์นี้สร้างโดยครูบาบุญชุ่ม และคณะผู้ว่าฯ จังหวัดเชียงราย

       อ.สมฤทธิ์ชี้ไปยังฝั่งลาว ว่า ลาวกำลังเปิดเมืองเก่าสุวรรณโคมคำ สามารถนั่งเรือข้ามฟากไปเยี่ยมชมได้ จุดเด่นของเมืองเก่านี้คือมีพระพุทธรูปปูนปั้นเก่าแก่

 

      แม่น้ำโขง: อาณานิคมสู่โลกาภิวัตน์

       อ.ชาญวิทย์เล่าว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ ไหลผ่าน 6 ประเทศ มีระยะทางยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก คือ 4,909 กิโลเมตร ที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำโขงมีอาณาเขต 810,000 ตารางกิโลเมตร เริ่มต้นที่ทิเบตไปจนออกทะเลที่เวียดนาม ต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงไหลคู่ขนานกับแม่น้ำแยงซี

       "แม่น้ำแยงซีไหลเฉียงออกทางเซี่ยงไฮ้ แต่แม่น้ำโขงมีจิตใจอุษาคเนย์เลยไหลลงใต้"

       ค่ำวันนั้นพวกเรานึกย้อนตอนที่ผ่านท่าเรือก้วนเหลย ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของจีน อ.ชาญวิทย์ เล่าอีกว่าด่านนี้เป็นที่สินค้าต่างๆ จากจีน ทั้งราคาถูกและมีคุณภาพถูกส่งออกเพื่อเข้าสู่ประตูหลังของอุษาคเนย์ สินค้าต่างๆ ถูกบรรทุกลงในเรือเหล็กท้องแบนขนาด 100 ตัน จุดหมายคือที่ท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย

       ในปี2537 รัฐบาลจีนตั้งสำนักงานพัฒนาแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และในเดือนเมษายน 2543 มีการลงนามในสนธิสัญญาเพื่อการเดินเรือพาณิชย์โดยเสรีในแม่น้ำโขงระหว่าง จีน ลาว พม่า ไทย ครั้นปี 2544 จึงเริ่มเปิดการติดต่อและเดินเรือ จนเป็นที่มาของการระเบิดเกาะแก่งต่างๆ ที่กีดขวางการเดินเรือระหว่างประเทศ

       อ.ชาญวิทย์ลำดับเหตุการณ์อีกว่าคณะกรรมการแม่น้ำโขง ตั้งโดย ECAFE เพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทั้ง 4 ในลุ่มน้ำโขง คือ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนามใต้ ต่อมาจีนและพม่าได้รับเชิญมาสังเกตการณ์ สำนักงานนี้ตั้งอยู่ที่เวียงจันทน์

       จากนั้นจึงมีการตั้งGMS หรือคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำโขง ได้เงินสนับสนุนจาก ADB (Asian Development Bank) แผนคือใช้ดินแดนแถบนี้ในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ

       "ในอดีตฝรั่งเศสมองว่าแม่น้ำโขงเป็น River Road to China สมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงอนุญาตให้อองรี มูโอต์ สำรวจแม่น้ำโขงที่เขมร พระองค์ไม่เคยทรงเห็นนครวัด จึงมีพระราชดำริให้ย้ายนครวัดมาไว้ที่สระปทุมตรงปทุมวัน แต่ข้าราชบริพารถวายรายงานว่าย้ายไม่ได้มันยิ่งใหญ่มาก ท่านเลยสร้างจำลองไว้ที่วัดพระแก้ว" นักประวัติศาสตร์อาวุโสท่านเดิมฉายภาพอดีต

       "เมื่อเข้าสู่ยุคอาณานิคม ฝรั่งเศสได้เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพยายามขึ้นไปให้ถึงจีนผ่านทางแม่น้ำโขง แต่ไม่สำเร็จเพราะมีแก่งน้ำตกคอนพะเพ็งที่ลาวใต้สกัดทางไว้ ปัจจุบันจีนกำลังใช้แม่น้ำโขงเป็น River Road to S-E-A แม่น้ำโขงมีเกาะแก่งเยอะมาก เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ แต่มันขัดกับการพัฒนาพาณิชย์นาวี ไทย พม่า จีน ลาว ตกลงทำลายเกาะแก่งเหล่านี้ ปัจจุบันระหว่างจีนคือเชียงรุ่งถึงสามเหลี่ยมทองคำที่เชียงแสนไปจนถึงหลวงพระบางแทบไม่เหลือเกาะแก่งขนาดใหญ่อีกแล้ว"

       "คอนผีหลงที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นแก่งที่ 11 ที่กำลังรอการถูกระเบิด ดีที่กลุ่มแม่หญิงอนุรักษ์ปลาบึก และกลุ่มชาวบ้านอีกหลายกลุ่มร่วมกันคัดค้าน ไทยเลยยุติโครงการ คอนผีหลงเป็นที่น้ำลึกมาก เป็นที่วางไข่ของปลาบึก ถ้าเราล่องไปตามน้ำจะเห็นว่ายังมีชาวบ้านหลวงพระบางร่อนทองริมแม่น้ำอยู่"

       ในฐานะนักวิชาการอ.ชาญวิทย์ ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเกิดสงครามอุดมการณ์ ป่าและระบบนิเวศน์อยู่ดี แต่พอเกิดสันติภาพ ผืนป่ากลับถูกทำลาย นอกจากระบบนิเวศน์ถูกทำลายเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว วิถีชีวิตของผู้คนก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ดังเช่น เมืองโบราณเชียงแสนที่เป็นท่าเรือเป้าหมายใหญ่ของจีน เกิดไนต์คลับและบาร์มากมาย แรงงานไทยราคาถูกมาประดังกันที่นี่เพื่อขนย้ายสินค้ามากมายจากเรือจีน จนอาจกล่าวได้ว่าท่าเรือเชียงแสนกลายเป็นท่าเรือของจีนไปแล้ว

       สายน้ำโขงที่พาดผ่านไปถึงกัมพูชายังเป็นปัจจัยในการก่อเกิดอารยธรรมนครวัดนครธมอันยิ่งใหญ่

       "ฤดูฝนน้ำออกเวียดนามไม่ทันก็ดันไปทะเลสาบตนเลธมของเขมร คนขอมโบราณรู้ข้อนี้ เลยปลูกข้าวไล่ตามน้ำลงมา แม่น้ำโขงมีความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นจุดที่อุดมสมบูรณ์ หากอียิปต์เป็นของขวัญที่แม่น้ำไนล์ให้แก่มนุษยชาติ นครวัดนครธมก็เป็นของขวัญที่แม่น้ำโขงมอบให้เช่นกัน มนุษย์ปรับชีวิตให้อิงตามธรรมชาติของแม่น้ำ แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาเพราะคนต้นน้ำช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติไป"

       อ.ชาญวิทย์สรุปว่าอนาคตแม่น้ำโขงคงอยู่รอดในรูปแบบที่แตกต่างไป แต่คนตัวเล็กๆ สองฝั่งน้ำตั้งแต่ยูนนาน พม่า ลาว ไทย เขมร เวียดนาม คงไม่น่ารอดในแง่สิทธิในการใช้ทัรพยากรร่วมกัน

       "มีคนสองฟากแม่น้ำโขงในแต่ละประเทศประมาณ 2 ล้านคน ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเหล่านี้"

       อย่างไรก็ดีมีข้อมูลว่าล่าสุดรัฐบาลจีนชะลอการสร้างเขื่อน 20 กว่าแห่ง ที่นู๋เจียงในแม่น้ำสาละวิน เขตยูนนาน เพราะยูเนสโกระบุว่าจะเกิดผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะชะลอโครงการสร้างเขื่อนใหม่

       ปัญหาเรื่องคนกับเขื่อนเป็นเรื่องของความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติซึ่งจะเป็นเงื่อนไขกำหนดวิถีชีวิตของมนุษยชาติรุ่นต่อๆ ไป ข้อน่าคิดก็คือใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการอ้างสิทธิจัดการทรัพยากรเหล่านั้น

       เพียงมังกรขยับตัวแม่น้ำโขงทั้งผืนถึงกับกระเพื่อม และแผ่นดินอุษาคเนย์ก็อาจพลิกไหว...ยังไม่นับรวมวิถีชีวิตของผู้คนบนดินแดนนี้