วงวิชาการชี้เขื่อนปากมูลคือ ‘การพัฒนาที่รุกรานประชาชน!’

สำนักข่าวชาวบ้าน 22 มิถุนายน 2550

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

เหล่านักวิชาการร่วมยืนยันผลการศึกษา การมีเขื่อนปากมูลให้ผลเสียมากกว่าได้ แม้ทุบทิ้งไปไฟก็ไม่ดับ ตั้งข้อสังเกตครม.ถูกหลอกให้ปิดประตูเขื่อนเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย ชี้กระบวนการรับฟังเสียงประชาชนมีปัญหา พร้อมเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริง หวังครม.เปลี่ยนมติอีกหน

           สืบเนื่องจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 12 มิถุนายน 2550 ได้กำหนดให้รักษาระดับน้ำไว้ที่ระดับ 106–108 ม.รทก. ซึ่งถือเป็นการปิดเขื่อนปากมูล และยังได้ล้มเลิกคณะกรรมการภาคีชุดต่างๆ ที่ดำรงอยู่ โดยให้โอนอำนาจการจัดการมารวมศูนย์ไว้ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อันนำมาซึ่งคำถามว่าทำไมคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าไม่นาน ครม.ได้มีมติในวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ให้เขื่อนปากมูลเปิดประตูระบายน้ำโดยยกสุดบานในวันที่ 17 มิถุนายน 2550

          บ่ายวันนี้ (22 มิ.ย. 2550) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีสัมมนาวิชาการเรื่อง "มติครม. 12 มิ.ย. 2550 ปิดเขื่อนปากมูนถาวรเพื่ออะไร?" ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนักวิชาการจากหลายสถาบัน ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่เขื่อนปากมูล ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมการเสวนา

            ศ.ดร.ประกอบ วิโรจน์กูฎ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า เขื่อนปากมูลเป็นการกั้นที่ท้ายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต่ำสุด เนื่องจากการปั่นไฟต้องใช้ความต่างระดับจากน้ำมาก แต่เมื่อการคัดค้านไม่สำเร็จ จนมีการสร้างเขื่อนเสร็จในปี 2538 ก็มีปัญหาเรื่อยมา

          “ผมเป็นลูกน้ำมูน ผมมั่นใจว่าเขื่อนปากมูลไม่มีประโยชน์อะไรเลย ประโยชน์ในแง่การจัดน้ำให้เกษตรกรก็ไม่มี มีเพียงประโยชน์ในการผลิตไฟ ซึ่งก็เป็นจำนวนน้อยมาก กฟผ.เองก็ยอมรับ”

           ศ.ดร.ประกอบ อธิบายว่า ผลประโยชน์ของเขื่อนปากมูลนั้นเต็มที่ก็ 4-5 ร้อยล้าน แต่ส่วนที่เสียนั้นมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงสภาพแวดล้อม การสูญเสียพันธุ์ปลา ฯลฯ โดยความสูญเสียอาจคิดเป็นมูลค่าต่อปีเป็นหมื่นแสนล้านบาท ตนจึงมีคำถามว่า การสร้างเขื่อนเพื่อประโยชน์เพียง 4-5 ร้อยล้าน แต่เสียเป็นหมื่นเป็นแสนล้านนั้นเป็นการกระทำที่โง่ไหม

           ศ.ดร.ประกอบ กล่าวต่อไปว่า สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย สำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทำการศึกษาวิจัย โดยให้เปิดเขื่อนปากมูลตลอดปี เพียงปีเดียวก็เห็นชัดว่าผลเสียหายมีมากมาย ทั้งระบบธรรมชาติ พันธุ์ปลา วิถีชีวิตของชาวบ้าน จึงมีการเสนอต่อรัฐบาลในปี 2543 ว่าให้เปิดประตูเขื่อนทั้ง 8 บานเต็มที่ โดยหลังจากปี 2544 ซึ่งมีการศึกษาแล้ว จึงเสนอให้มีการเปิด 4 เดือน เพื่อให้ปลาขึ้นมาวางไข่ และป้องกันแหล่งอาหารของชาวบ้าน เพราะถ้ากักน้ำไว้ที่ระดับ 108 น้ำจะท่วมพื้นที่ของชาวบ้าน

          โดยความต้องการของทั้งสองขั้วนั้น คือ กฟผ.ต้องการกักน้ำที่ 108 ส่วนชาวบ้านจริงๆ ต้องการทุบทิ้งหรือเปิดประตูเขื่อนให้หมด รัฐบาลจึงพยายามดูแลความต้องการทั้งสองฝ่าย มาถึงรัฐบาลทักษิณ ก็ยังคงตามข้อแนะนำนี้ คือประนีประนอม ให้เปิดเขื่อน 4 เดือน ปิดเขื่อน 8 เดือน

          “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมติครม.ต้องกลับไปสร้างปัญหาอีก ทางเลือกสุดขั้วสองทางนั้นทำได้ยาก เราจึงต้องมาอยู่ตรงกลาง ซึ่งเราอยู่กันได้มาด้วยดีหลายปี ผมพยายามมองในแง่ดีว่า ครม.ได้รับข้อมูลในแง่เดียว มองในอีกแง่คือท่านถูกหลอก หรือในแง่ร้ายสุดๆ คือภาวะการเป็นผู้นำของท่านไม่มี” ศ.ดร.ประกอบ กล่าวและว่า

          “ผมไม่เห็นว่ามีใครได้ประโยชน์จากมติครม.เช่นนี้ กฟผ.เองก็ได้ประโยชน์น้อยมาก มูลค่าไม่ถึง 40-50 ล้านบาท ซึ่งแทบไม่มีความหมายต่อกฟผ. แต่ความเสียหายที่เกิดต่อชาวบ้านนั้นประเมินค่าไม่ได้ หรืออาจจะถึงแสนล้านบาท”

          ส่วน ดร.ชวลิต วิทยานานนท์ จากกองทุนสัตว์ป่าโลก กล่าวว่า เขื่อนปากมูลเป็นการสร้างบนผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดในยุคนั้น เคยมีการสำรวจ ประเมิน และทบทวนอีไอเอ พบว่าเป็นอีไอเอที่เลวที่สุดในยุคนั้นเช่นกัน โดยการประเมินที่แท้จริงนั้นต้องเริ่มต้นตั้งแต่ก่อน หลังสร้าง และประเมินในระยะยาวจนกระทั่งเมื่อเขื่อนหมดอายุแล้วจะส่งผลกระทบอะไร ตีค่าเป็นเงินแล้วคุ้มไหม ต้องคิดว่าน้ำในแม่มูนมีส่วนรับใช้ชุมชนเท่าไหร่ในระยะยาว มีปลากี่ชนิด ฯลฯ ซึ่งอีไอเอไม่ได้ทำ และชุมชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประเมินด้วย เป็นการประเมินตามใจชอบ ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น

          “กระทรวงพลังงานและคนกฟผ.เองก็บอกว่าในอนาคตเขื่อนนี้ไม่จำเป็นแล้ว อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวณิช ก็บอกว่าในระยะยาวถ้าเทียบกับแหล่งไฟฟ้าที่เราจะได้จากเขื่อนของลาวที่จะขายให้เราและแหล่งปิโตรเลียมต่างๆ ที่เรามีอยู่ การเลิกใช้เขื่อนก็จะไม่มีผลกระทบต่อวิกฤติพลังงานของเรา” ดร.ชวลิต กล่าว

          ดร.ชวลิต กล่าวอีกว่า การปิดเขื่อนหรือรักษาระดับน้ำถาวรจะขัดกับมติครม.เก่า และขัดกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ รวมทั้งเป็นการกระทำที่ไม่มองความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่า เมื่อมีการสร้างเขื่อนขึ้นมาแล้ว มันมีความต้องการที่ถูกปรุงแต่งตามมาจากการมีเขื่อน ซึ่งต้องมีการคุยกัน ต้องมีการแบ่งปันให้กับผู้สูญเสียกลุ่มอื่นด้วย

          “ที่กฟผ.บอกว่าจะสูญเสียรายได้จากการผลิตไฟฟ้านั้น จริงๆ มันไม่ใช่การสูญเสียหรือขาดทุน เราต้องมองว่ามันเป็นการจ่ายคืนให้แม่น้ำ และมองคนรากหญ้าจำนวนมากเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ของคนจำนวนน้อย แต่ทั้งนี้ เมื่อเราต่อสู้ทางการเมืองและกฎหมายไม่ได้ ชุมชนก็มีสิทธิที่จะต่อสู้โดยไม่เชื่อฟังรัฐ การก่อกบฏก็เป็นความชอบธรรมเหมือนกัน” ดร.ชวลิต กล่าว

          ด้าน นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า กฟผ.คาดการณ์ว่าเขื่อนปากมูลจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 137 เมกะวัตต์ แต่กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงคือ 75 เมกกะวัตต์ ซึ่งในทางปฏิบัติจริงๆ ไม่ถึง บางทีก็ 20-40 เมกะวัตต์ ซึ่งคณะกรรมการเขื่อนโลกทำการศึกษาแล้วบอกว่าทำได้แค่ 40 เมกะวัตต์เท่านั้น

          ทั้งนี้ การศึกษาก่อนสร้างเขื่อนบอกว่าเขื่อนจะส่งผลกระทบต่อ 241 ครัวเรือน แต่ความจริงตลอด 13 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันว่าเขื่อนปากมูลมีผลกระทบจริงๆ ต่อครัวเรือนจำนวนพันกว่า

          นอกจากนี้ การศึกษาตอนแรกก็บอกว่าเขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อปลา มีการสร้างบันไดปลาโจน แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากบันไดปลาโจนนั้นถูกออกแบบมาสำหรับปลาแซลมอนในพื้นที่ที่แตกต่างจากแม่มูน กล่าวคือบันไดปลาโจนเป็นประดิษฏกรรมเฉพาะสำหรับปลาของแต่ละพื้นที่ โดยที่ปลาในแม่มูนนี้มีหลากหลายมาก

         “ประตูเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บาน ถ้าปิดเต็มที่จะรักษาระดับน้ำที่ 108 ม.รทก. ตอนแรกชาวบ้านขอให้ทุบเขื่อนทิ้ง แต่เราประนีประนอมด้วยการเสนอให้เปิดบานประตู ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้ระบบนิเวศกลับไปเป็นเหมือนเดิมเต็มร้อย ชาวบ้านต่อสู้มายาวนาน จากสู้เพื่อไม่ให้สร้าง สู้เพื่อการชดเชยผลกระทบ จนวันนี้ ภาพการต่อสู้เก่าๆ ได้กลับมาอีก ชาวบ้านถูกหลอกอีก และขณะนี้ความหวังยังว้าเหว่” นายวิฑูรย์ กล่าว

          นายวิฑูรย์ ยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายรัฐอ้างมาตลอดเรื่องการผลิตไฟฟ้า คนคิดว่าถ้าไม่มีเขื่อนปากปากมูล ไฟฟ้าก็จะดับ จริงๆ แล้วไม่ใช่ หากดูข้อมูลเปรียบเทียบปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนปากมูลกับปริมาณการผลิตและรับซื้อไฟฟ้ารวมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 2549 จะพบว่า เขื่อนปากมูลไม่มีนัยสำคัญต่อปริมาณการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายศุภวิทย์ เปี่ยมพงษ์ศานต์ อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจว่าการปิดเปิดเขื่อนส่งผลอะไร สิ่งที่คนไม่รู้คือวัฏจักรในแม่น้ำมูนนั้นมีอยู่ แม่มูนเป็นผลผลิตธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงคนอีสานมานาน ไม่เพียงแค่คนริมน้ำมูนเท่านั้น แต่มันขึ้นไปถึงราศีไศล ขึ้นไปถึงน้ำชี ซึ่งทำให้ประชาชนมีปลากินมีปลาใช้

          “การไม่เปิดเขื่อนในปีนี้ ทำให้ชาวบ้านขาดรายจากการทำประมง ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจนั้นผลมันทวีคูณ เราจะมองแค่รายได้ของกว่า 8 พันครอบครัวประมงไม่ได้ มันส่งผลไปถึงระบบด้วย” นายศุภวิทย์ กล่าว

          นายศุภวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ครม.จะรู้เท่าทันการณ์หรือไม่ตนไม่รู้ กฟผ.อ้างว่าปิดเขื่อนเพื่อรักษาระดับน้ำ จากประสบการณ์การตระเวนไปตามลุ่มในน้ำอีสานของตน พบว่า การอ้างว่าต้องเก็บรักษาระดับน้ำไว้เพื่อการชลประทาน เป็นการหลอกลวง จริงๆ แล้วแม่มูนไม่มีวันเหือดแห้ง มันมีแก่งธรรมชาติที่กักเก็บน้ำไว้ และแต่เดิมนั้นมีสถานีน้ำแบบที่ลอยอยู่กลางน้ำ แต่การสร้างสถานีน้ำแบบใหม่ที่ไม่ยืดหยุ่นของชลประทานเป็นกลวิธีอย่างหนึ่งเพื่อเป็นข้ออ้างว่า เปิดเขื่อนไปแล้วจะไม่มีน้ำใช้ในการชลประทาน

          “เขื่อนปากมูลไม่ได้ผลิตไฟฟ้ามากมาย สามารถเลิกได้ แต่เขาไม่เลิกเพราะกลัวเสียหน้า ซึ่งเทียบกับสิ่งที่ชาวบ้านและระบบนิเวศต้องเสียไปแล้วไม่สามารถเทียบกันได้เลย” นายศุภวิทย์ กล่าวและว่า

          “เราต้องเอาข้อมูลที่เป็นความจริงไปเสนอครม. ผมขอวิงวอนให้นักวิชาการทั้งหลายทำจดหมายไปถึงครม. เรียกร้องให้เปลี่ยนมติใหม่”

           ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูลที่ตนรู้มาจากการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ของศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สจพ.) เหตุที่มีการเสนอให้น้ำคงที่ระดับน้ำไว้ที่ 108 ม.รทก. นั้นคือ หนึ่ง เมื่อเปิดเขื่อนแล้วปลาที่กรมประมงปล่อย จะหนีไปให้คนลาวกินหมด คนไทยไม่ได้กิน สอง แม้เมื่อเปิดเขื่อนแล้ว คาดว่าปลาขึ้นมาวางไข่ก็จะติดโพงพางหมด ไม่มีโอกาสวางไข่ สาม คนที่จับปลาไม่ได้พอหมดอาชีพแล้วก็ไปขายแรงงาน สี่ ถ้าระดับน้ำคงที่อยู่อย่างนี้ การส่งเสริมการเกษตรจะทำได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์

          ส่วนอีกสองสามข้อที่ตนคิดว่าเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้องคือ หนึ่ง มีการให้เหตุผลว่าผู้เรียกร้องให้เปิดเขื่อนไม่ได้เดือดร้อนจริง สอง ในการเปิดเขื่อนครั้งแรก การชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบครั้งแรก ปรากฏว่าลงไปที่สหกรณ์ปากมูนแล้วมีหนี้สูญ 11 ล้าน จึงต้องมีการเช็คบิลในตอนนี้

          “นี่คือสิ่งที่สรุปได้จากที่ประชุม แม้ผมจะไม่ได้เข้าประชุม ผมคิดว่าต้องมีการเมืองที่ใช้อนุกรรมการชุดนี้เป็นทางผ่านไปยัง นายกรัฐมนตรีและครม.” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว

          ดร.เพิ่มศักดิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่มายื่นข้อเสนอและเปิดประเด็นนี้ไปสู่ครม. คือชุดกำนันผู้ใหญ่บ้าน แล้วเวลาที่คณะอนุกรรมการลงไปก็ไปอยู่ตรงนั้น ตนคิดว่ากระบวนการรับฟังความเห็นและรับฟังปัญหาของประชาชนมีปัญหา ซึ่งอาจจะต้องชี้แจงข้อนี้ต่อนายกรัฐมนตรีและครม. ให้รู้ว่ากระบวนการไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นการไปรับฟังความเห็นข้างเดียวจากผู้ที่มายื่นขอให้รักษาระดับน้ำไว้

          “มีสองเหตุผลหลักๆ ที่เขาให้คงระดับน้ำไว้ คือ หนึ่ง เป็นความต้องการของราษฎรส่วนใหญ่ และสอง เป็นเหตุผลที่ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าน้ำเกิน 108 เมื่อไหร่ค่อยเปิดเขื่อน ซึ่งเราคงต้องออกแถลงการณ์เพื่อยืนยันจุดยืนในการเคารพมติคณะกรรมการที่มีกระบวนการศึกษาวิเคราะห์และสรุปปัญหา และต้องทำเรื่องอธิบายประเด็นต่างๆ ที่ผมตั้งไว้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและครม.ทราบ เพราะผมเชื่อว่ามติ ครม.ออกได้ใหม่ทุกวันอังคาร ขอให้เราได้ต่อสู้บนฐานของความรู้และภูมิปัญญาซึ่งเราชนะมาแล้วด้วยหลักการ” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว

          ขณะที่ ผศ.บัณฑูร อ่อนดำ อดีตประธานคณะกรรมการกลางแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน กล่าวว่า เหตุผล 5-6 ข้อที่อาจารย์เพิ่มศักดิ์พูดมานั้น เราฟังมาหลายปีแล้ว เป็นเรื่องที่กฟผ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ้างมาตลอด ส่วนครม.จะถูกหลอกหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตนคิดว่าใช่ ครม.น่าจะถูกหลอก

          ผศ.บัณฑูร ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นต้นมา ทราบว่ามีการส่งทหารไปคุมในพื้นที่เขื่อนปากมูล มีการตั้งศูนย์แก้ปัญหาความยากจนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีการแบ่งเงินกันอุตลุต และให้กอ.รมน.ดูแล ตนคิดว่ากลไกเช่นนี้เป็นกลไกที่แปลก

          “มันเป็นรูปแบบในการปกครองของฝ่ายทหารหรือเปล่า ผมฟังธงเลย นั่นคือประเด็น ขณะนี้มีสามรูปแบบใหญ่ๆ ที่รัฐบาลใช้ หนึ่งคือเศรษฐกิจพอเพียงแก้ไขปัญหาความยากจน สอง ให้ทหารแก้ไขปัญหาความยากจน สาม เมื่อพูดถึงชีวิตคุณภาพนั้นให้มหาดไทยเป็นผู้ทำ” ผศ.บัณฑูร กล่าว

          ส่วน รศ.ดร.สุธีร์ ประศาสน์เศรษฐ์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงมติครม. นั้นมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล หากเป็นเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลจะคิดมากในการเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวว่ารัฐบาลจะไม่น่าเชื่อถือ กลัวนักลงทุนจะไม่มาลงทุน แต่พอเป็นเรื่องของชาวบ้าน รัฐบาลกลับไม่ลังเลเลย และมีกระบวนการฟังข้างเดียว โดยไม่มีการฟังเสียงหรือข้อมูลจากชาวบ้าน

          “ผมมองว่าเรื่องทั้งหมดมันอยู่ในบริบทของการพัฒนาที่รุกรานประชาชน เขื่อนปากมูลเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาที่รุกรานประชาชน” รศ.ดร.สุธีร์ กล่าวและว่า

          “การเคลื่อนไหวใดๆ แม้เราจะมีข้อมูล แต่เพราะเราเป็นชาวบ้าน ทำให้เขาไม่สนใจเลย นี่เป็นกรอบบังคับบีบว่า เวลาชาวบ้านจะเคลื่อนไหวต้องยกพวกมากดดันให้มีการเจรจา นี่เป็นทางตันว่า ปัญหาของประชาชนมันหมักหมมและไม่ได้รับการแก้ไข และนี่ไม่ได้เกิดกับแค่สมัชชาคนจนเท่านั้น แต่เป็นทั้งประเทศ มันเป็นเชื้อให้เกิดประชานิยม เพราะสังคมไม่ดูแลชาวบ้านอย่างจริงจัง ภาวะอย่างนี้จะเป็นตัวกำหนดการเมืองต่อไปในวันข้างหน้า เขาจะมาหาอำนาจอธิปไตยและกอบโกยไปจากประชาชน”

http://www.thaipeoplepress.com/autopagev3/show_page.php?group_id=1&auto_...