เขื่อน 2 แห่งกระทบคน 40 หมู่บ้านภาคเหนือลาว

ผู้จัดการ 21 มกราคม 2551

ผู้จัดการรายวัน— การก่อสร้างเขื่อน 2 แห่งในภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งคาดว่าจะเริ่มในปีนี้ กำลังจะส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 40 หมู่บ้าน ซึ่งอาจจะมีจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันคนขณะที่ทางการกำลังเร่งผลิตเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าจำหน่ายแก่ไทยให้ทันและให้ครบตามสัญญา
      
       ตามรายงานของสื่อทางการลาว การสำรวจศึกษาโครงการก่อสร้างเขื่อนทั้งสองแห่งสำเร็จลงแล้วและได้พบปัญหากับผลกระทบจำนวนมากซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไข ขณะที่จะต้องเร่งดำเนินขั้นตอนต่อไป ซึ่งรวมหมายถึงการเซ็นสัญญาสัมปทานและก่อสร้าง
      
       โครงการน้ำงึม 3 ในแขวงเซียงขวางกับโครงการน้ำทา 1 ในแขวงบ่อแก้วทางตอนบนสุดของประเทศกำลังจะส่งผลกระทบต่อราษฎรชาวลาวใน 4 แขวง โดยที่ยังไม่ทราบจำนวนทั้งหมด แต่รายงานการสำรวจศึกษาได้จัดทำแผนการอพยพรวมทั้งการตั้งถิ่นฐานหาที่ทำกินใหม่ออกมาด้วย
      
       อย่างไรก็ตามสื่อของทางการไม่ได้รายงานรายละเอียดเกี่ยวกับรายงานการสำรวจศึกษาของทั้ง 2 โครงการ ตลอดจนวิธีจัดการผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและผู้คน
      
       การก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งมีบริษัทจากประเทศไทยร่วมลงทุนอยู่ด้วย กำลังจะส่งผลกระทบต่อชาวลาวอย่างน้อย 8 หมู่บ้านในแขวงเวียงจันทน์กับแขวงเซียงขวาง ในนั้นอย่างน้อย 1 หมู่บ้านจะอยู่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและต้องมีการอพยพออกไป
      
       หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่รายงานเรื่องราวดังกล่าว และอ้างตัวเลขทั้งหมดจากการประชุมหารือเกี่ยวกับรายงานการสำรวจศึกษาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสังคมของโครงการก่อสร้างเขื่อนทั้ง 2 แห่งที่จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

       น้ำงึม 3 เป็นเขื่อนไฟฟ้าขนาดกำลังติดตั้ง 440 เมกะวัตต์ มีบริษัทโรงไฟฟ้าราชบุรีจำกัด (มหาชน) ของไทยร่วมถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วย กำลังจะสร้างกั้นลำน้ำงึม ในแขวงเซียงขวาง เหนือจุดที่ตั้งเขื่อนน้ำงึม (1) ในปัจจุบัน กับ น้ำงึม 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
      
       ผลการสำรวจศึกษาที่จัดทำโดยบริษัท “เอ็กโก้ลาว” กับบริษัทต่างประเทศอีกแห่งหนึ่งได้พบว่า อย่างน้อยมีประชาชนราว 90 ครอบครัวรวมประมาณ 523 คนจะต้องถูกอพยพออกไปจากเขตอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะครอบคลุมบริเวณกว้างประมาณ 275 ตารางกิโลเมตร หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่กล่าว
      
       เขื่อนน้ำงึม 3 จะ “ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ สัตว์ป่า ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโครงการก่อสร้าง” นอกจากนั้น “การไหลเวียนของน้ำมีการเปลี่ยนแปลง มีการตกตะกอน คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง การประมงและอื่นๆ”
      
       หนังสือพิมพ์รายวันของทางการนครหลวงเวียงจันทน์กล่าวราษฎรที่ถูกน้ำท่วมนั้นอยู่ในเขตเมืองพูกูด แขวงเวียงขวาง นอกจากนั้นยังมีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบอีกรวม 7 หมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ทางตอนล่างของเขื่อน เวียงจันทน์ใหม่กล่าวโดยไม่ได้ระบุจำนวนราษฎรที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด     

       การประชุมปรึกษาหารือดังกล่าวจัดขึ้นที่โรงแรมคอสโม มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยการเป็นประธานของนายหนูลิน สินบันดิด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

  การประชุมปรึกษาครั้งนี้ยังมีราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากบ้านเซียงแดด เมืองพูกูดเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้เป็นรายงานของ“ประชาชน” รายวัน ซึ่งเป็นของศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว
      
       บริษัทที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำการสำรวจศึกษาโครงการน้ำงึม 3 ได้จัดทำรายงานผลออกมารวม 7 ฉบับเป็นการประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมและสังคมอย่างละเอียด และแผนการจัดการกับผลกระทบต่างๆ
      
       นอกจากนั้นยังมีแผนการอพยพราษฎร การจัดสรรที่ดินทำกิน แผนการบริหารจัดการทางสังคม เอกสารทั้งหมดถูกนำเสนอต่อองค์การทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ได้ผ่านการตรวจและรับรองมาแล้ว “ประชาชน” กล่าว
      
       เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังได้ลงพื้นที่ถึงหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมเพื่อศึกษาสภาพข้อเท็จจริงต่างๆ “เพื่อรับประกันให้โครงการได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิผลสูงสุดและกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมให้น้อยที่สุด” สื่อของทางการฉบับนี้กล่าว
      
       ก่อนหน้านี้วันที่ 11 ม.ค.ได้มีการจัดประชุมปรึกษาคล้ายกันนี้เกี่ยวกับโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำทา 1 ในแขวงบ่อแก้ว โดยมีรองเจ้าแขวง กับรองเจ้าแขวงจากหลวงน้ำทา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย
      
       เขื่อนน้ำทา 1 จะสร้างกั้นลำน้ำทา อันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง กำลังจะทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมเหนือเขื่อนประมาณ 64 ตร.กม. แต่จะส่งผลกระทบต่อราษฎรถึง 34 หมู่บ้าน และทั้งหมดจะต้องถูกโยกย้ายจากถิ่นฐานเดิม
      
       ขปล.กล่าวว่าหมู่บ้านทั้ง 34 แห่งอยู่ในเขตเมืองผาอุดม แขวงบ่อแก้ว กับเมืองนาแล แขวงหลวงน้ำทา รายงานการสำรวจศึกษายังได้จัดทำแผนการอพยพ ตลอดจนแผนการสร้างหมู่บ้านและที่ทำกินแห่งใหม่ให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ ที่ยังไม่ทราบจำนวนอีกด้วย     

       ตามรายงานของ ขปล.ก่อนหน้านี้ เขื่อนน้ำทา 1 เป็นโครงการลงทุนของบริษัทไชน่าเซาท์เทอร์นพาวเวอร์ กริด (China Southern Power Grid) มีการเซ็นบันทึกช่วยความจำเพื่อความเข้าใจเพื่อสำรวจศึกษาตั้งแต่เดือน ส.ค.2549 โดยจะใช้เวลา 18 เดือน

       ตามแผนการเดิมนั้นเขื่อนน้ำทา 1 จะมีกำลังติดตั้งขนาด 265 เมกกะวัตต์ และ ยังไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงลดกำลังการผลิตลงเกือบ 100 เมกะวัตต์
      
       ถ้าหากข้อมูลตัวเลขต่างๆ ของสำนักข่าวทางการถูกต้อง เขื่อนน้ำทา 1 ซึ่งมีกำลังปั่นไฟขนาด 168 เมกะวัตต์ แต่จะส่งผลกระทบต่อราษฎรอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมา นับตั้งแต่โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน ภาคกลางของลาว
      
       น้ำเทิน 2 เป็นโครงการลงทุนของกลุ่มบริษัทฝรั่งเศส-ไทย และรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวโดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก ได้มีการศึกษาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและด้านอื่นๆ อย่างละเอียด มีการอพยพโยกย้ายราษฎรออกจากพื้นที่เดิมกว่า 6,000 คน ไปตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งใหม่
      
       อย่างไรก็ตามธนาคารโลกติดตามดูแลการก่อสร้างทุกขึ้นตอน รวมทั้งการแก้ไขผลกระทบด้านต่างๆ ซึ่งผู้ลงทุนได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรที่ได้รับผลกระทบตลอดอายุสัมปทานเขื่อน.
               เจ้าหน้าที่ของทางการลาวกล่าวว่า จะยึดถือการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ของโครงการน้ำเทิน 2 เป็นแบบอย่างสำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ ในระยะต่อไปอีกด้วย

       อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อมกล่าวว่า นอกจากราษฎรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเขื่อนน้ำเทิน 2 แล้ว ยังมีผู้คนอีกนับหมื่น ๆ กำลังจะได้รับผลกระทบจากสภาพของน้ำในลำน้ำที่ไหลช้าลง อันเป็นผลจากการสร้างเขื่อน

       การก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 กับน้ำงึม 2 เป็นโครงการเร่งรัด เพื่อส่งไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่ไทยได้ทันตามกำหนดในปี 2552 นี้ ซึ่งในปัจจุบันน้ำเทิน 2 แล้วเสร็จไปกว่า 70% และ 43% สำหรับเขื่อนน้ำงึม 2 ขปล. กล่าว

       สำหรับเขื่อนน้ำงึม 3 เป็นหนึ่งใน 4 โครงการเขื่อนไฟฟ้าที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดให้มีการก่อสร้างพร้อม ๆ กับเขื่อนน้ำเทิน 1 น้ำเหงียบ 1 กับเทินหินบูนส่วนขยาย ซึ่งคาดว่าจะมีการทำสัญญาซื้อขายกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทยได้ในต้นปี 2551 นี้ สำนักข่าวของทางการกล่าว

       สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกำลังเร่งผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งจำหน่ายให้แก่เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือประเทศไทย แต่ก็ยังมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีกหลายแห่งภาคใต้ของประเทศที่ลงทุนโดยเวียดนาม เพื่อผลิตไฟฟ้าส่งจำหน่ายให้แก่เวียดนาม

      นอกจากนั้นกัมพูชายังได้กลายเป็นลูกค้ารายใหม่ของลาวด้วย โดยรัฐบาลลาว เวียดนาม กับกัมพูชา ได้เซ็นความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่าง 3 ประเทศในสัปดาห์ต้นเดือนนี้

      ทางการลาวกำลังเร่งการก่อสร้างและให้มีการก่อสร้างเขื่อนเกือบ 20 แห่งในปีนี้ และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมอยู่ในทั้งหมดราว 70 โครงการที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า ภายใต้แผนการทำให้ประเทศนี้เป็น "แบตตารี่แห่งเอเชีย"

      วันที่ 18 ธ.ค. 2550 ไทยและลาวได้ร่วมกันทำบันทึกช่วยความจำเพื่อซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 3,000 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2558 ต่อมาวันที่ 22 ธ.ค. ฝ่ายไทยได้เซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มจาก 5,000 เป็น 7,000 เมกะวัตต์จนถึงปี 2563 ขปล. กล่าว

      สัญญาที่เซ็นกันในวันที่ 22 ธ.ค. ได้รวมเอาไฟฟ้าจากเขื่อนเทินหินบูนส่วนต่อขยายเข้าไปด้วย

      ทางการลาวกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินหงสาลิกไนต์ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

      หงสาลิกไนต์แต่เดิมเป็นโครงการลงทุนของกลุ่มงานทวีจากประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหาด้านการเงินและไม่สามารถดำเนินการได้เป็นเวลายาวนานข้ามทศวรรษ จนกระทั่งโรงไฟฟ้าราชบุรีกับกลุ่มเหมืองบ้านปูจากประเทศไทยเข้าซื้อกิจการต่อ

      โรงไฟฟ้าหงสามีกำลังติดตั้งขนาด 1,800 เมกะวัตต์ อยู่ในแผนการผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งจำหน่ายให้แก่ไทยภายในปี 2558 ขปล. กล่าว

      เมื่อปีที่แล้วยังได้มีการเซ็นบันทึกช่วยความจำและเริ่มการสำรวจโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้ากั้นลำน้ำโขงอย่างน้อย 6 แห่งในดินแดนลาวอีกด้วย ทั้งหมดโดยการลงทุนของบริษัทจากประเทศไทย จีน และเวียดนาม