แม่น้ำแห่งชีวิต (2)

กรุงเทพธุรกิจ 4 กุมภาพันธ์ 2551

ยศ สันตสมบัติ

การขยายตัวของอำนาจรัฐและการดำเนินอภิมหาโครงการต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง ยังส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้านหาดไคร้ อำเภอเชียงของ ได้พัฒนาองค์ความรู้ในการจับปลาบึก ปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแม่น้ำโขง มาเป็นเวลาเนิ่นนานนับร้อยปี พรานปลาได้สั่งสมความรู้จากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ ตลอดจนพัฒนาเครื่องมือสำคัญในการล่าปลาบึกให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านสามารถคาดคะเนระดับการเปลี่ยนแปลงของสายน้ำโขง และปรับตำแหน่งของ "มอง" เพื่อดักจับปลาได้อย่างเหมาะสม

การล่าปลาบึก ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับระบบนิเวศ เครื่องมือหาปลา ตลอดจนพิธีกรรมเซ่นไหว้เจ้าพ่อปลาบึก เพื่อขอให้ชาวบ้านประสบความสำเร็จในการล่าปลา ทั้งหมดนี้ หลอมรวมจนกลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้านหาดไคร้และอำเภอเชียงของที่สั่งสมสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ความผันผวนของระดับน้ำอันเป็นอานิสงส์สำคัญจากเขื่อน ทำให้พรานปลาไม่อาจคาดคะเนระดับน้ำ และปรับตำแหน่งของมองได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ลุงซ้อ พรานปลาชาวหาดไคร้ ซึ่งจับปลาบึกมาตั้งแต่ยังเด็กจนเวลานี้วัยล่วงเลยไปกว่า 80 ปี บอกเราว่า "ระดับน้ำขึ้นๆ ลงๆ อย่างรวดเร็วจนไม่อาจคาดเดาได้ถูกต้อง ทำให้เราไม่อาจวางมองดักปลาได้ เครื่องมือหาปลาของเราจะหมดความหมายลง หากระดับน้ำยังคงผันผวนไม่เป็นธรรมชาติอย่างนี้"

ความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำและความผันผวนของระดับน้ำ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์ความรู้ท้องถิ่น และศักยภาพในการหาปลาของชาวบ้าน

สายน้ำโขงและชุมชนท้องถิ่นสองฟากฝั่ง กำลังเผชิญหน้ากับบาดแผลของระบบนิเวศที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน สายน้ำแห่งชีวิตและผืนป่าที่เคยให้อาหารหล่อเลี้ยงผู้คน กำลังถูกเค้นคอจนสำลักและใกล้จะขาดใจ แต่อภิมหาโครงการพัฒนาทั้งหลายยังคงดำเนินต่อไปอย่างครื้นเครง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน ชุมชนท้องถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก และอยู่นอกเหนือการควบคุม และอำนาจต่อรองของพวกเขา

การปิดล้อมข้ามชาติฉีกกระชากชุมชนท้องถิ่นออกจากแม่น้ำ ที่ดินทำกิน ผืนป่า และภูมิปัญญาท้องถิ่น และผลักไสพวกเขาให้ไปยืนอยู่ตรงชายขอบในสภาพไร้สิทธิ ไร้เสียงและจำต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหามาตรการยังชีพต่างๆ เช่น การขยายพื้นที่ทำไร่และปลูกพืชพาณิชย์ การตัดไม้ขาย การหาของป่า และล่าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น เป็นต้น

แม้กระนั้นก็ดี ชุมชนท้องถิ่นริมสองฟากฝั่งน้ำโขง ก็มิได้รามือรอรับความตายจากการปิดล้อมข้ามชาติแต่เพียงอย่างเดียว พวกเขากระเสือกกระสนดิ้นรนปากกัดตีนถีบ คนหนุ่มสาวร่อนเร่พเนจรไปหางานรับจ้างในเมืองใหญ่เพื่อส่งเงินกลับบ้าน กลุ่มคนที่ยังอยู่ในชุมชนต่างมองหาหนทางในการปรับตัว ชาวบ้านในหลายพื้นที่เริ่มมองว่า

รูปแบบของการปรับตัวที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การเร่งหามาตรการอนุรักษ์ธรรมชาติแวดล้อม เขตอภัยทานเพื่อเป็นแหล่งอาศัยของปลาถูกกำหนดขึ้นในหลากพื้นที่ทั้งในน้ำโขง น้ำอิง และหนองน้ำต่างๆ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาและปริมาณปลาตามธรรมชาติ ความเสื่อมทรามของระบบนิเวศ ความร่อยหรอลดน้อยถอยลงของปลา ไก่ และสวนผักริมน้ำเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ "กระบวนการโลกาภิวัตน์ระดับรากหญ้า" ก่อกำเนิดขึ้นตรงชายแดนไทยลาว

ความพยายามในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของระดับน้ำ และการพังทลายของตลิ่งน้ำริมสองฟากฝั่งน้ำโขง นำไปสู่การก่อรูปของ "กลุ่มรักษ์เชียงของ" ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากเครือข่ายชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน ครู นักวิชาการท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาต่างประเทศที่มารวมตัวกัน เพื่อปรึกษาหารือพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของชุมชนท้องถิ่นในเมืองเชียงของ

กลุ่มรักษ์เชียงของ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการอนุรักษ์ปลาบึก ซึ่งกำลังเป็นสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยพยายามรณรงค์ให้พรานปลาเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์ปลาบึก และในขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำโครงการศึกษาและอนุรักษ์วัฒนธรรมและพิธีกรรมเกี่ยวกับปลาบึก ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่น กลุ่มรักษ์เชียงของยังได้ร่วมกันกำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาขึ้นบนแม่น้ำโขง ในปี 2549 พรานปลา 69 รายจากบ้านหาดไคร้ และหมู่บ้านใกล้เคียงตกลงใจที่จะส่งมอบ "มอง" ล่าปลาบึกให้แก่กลุ่มรักษ์เชียงของ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพรานปลาเหล่านี้ตกลงเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์ปลาบึกอย่างถาวร

พรานปลาได้รับเงินชดเชยรายละสองหมื่นบาทเป็นค่าตอบแทน กลุ่มรักษ์เชียงของยังได้ผลักดันผ่านวุฒิสมาชิกจังหวัดเชียงราย (ครูเตือนใจ ดีเทศน์) ให้ทางรัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดโครงการอนุรักษ์พิธีเลี้ยงหลวง หรือพิธีเลี้ยงผีเจ้าพ่อปลาบึก ในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาวเชียงของ และเพื่อเป็นจุดขายของอำเภอเชียงของให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสชมวัฒนธรรมท้องถิ่น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนท้องถิ่นมากมายที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน้ำโขงได้พยายามปรับตัวทั้งในด้านของการทำมาหากิน การแสวงหาอาชีพเสริมและการแสวงหามาตรการ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในด้านต่างๆ ชุมชนประมงมากมายตลอด 84 กิโลเมตรตามความยาวของลำน้ำโขงในภาคเหนือตอนบน ในเขตอำเภอเชียงแสน เชียงของและเวียงแก่น ได้ปรับระบบการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น ออกกฎเกณฑ์ในการจับปลา กำหนดพื้นที่และเวลาห้ามจับปลาในท้องถิ่นของตน ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นที่กำลังร่อยหรอลงทุกวัน

แนวความคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรเริ่มแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง ครอบคลุมชุมชนต่างๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เริ่มตระหนักว่าการสร้างเครือข่ายของชุมชนท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมกำหนดกฎเกณฑ์และการควบคุม เป็นพื้นฐานสำคัญของยุทธศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ความพยายามของชุมชนท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น ได้รับการหนุนเสริมอย่างแข็งขันจากเครือข่ายประชาสังคมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในประเด็นนี้ คือ การก่อร่างสร้างตัวของ "งานวิจัยไทบ้าน" ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่แม่น้ำมูนในภาคอีสาน โครงการสร้างเขื่อนปากมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในปี 2537 ได้รับการประท้วงต่อต้านอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่องจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน

หลังจากชาวบ้านทำการประท้วงคัดค้านการสร้างเขื่อนมาอย่างยาวนานนับสิบปี รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจให้มีการทดลองเปิดเขื่อน และขอให้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทำการวิจัยผลกระทบของการสร้างเขื่อนและการเปิดประตูเขื่อนที่มีต่อความมั่นคงทางอาหาร สายพันธุ์ปลา และรายได้ของชาวบ้าน

ในช่วงเวลานี้เองที่ชาวบ้านปากมูนได้ริเริ่มทำงานวิจัยชาวบ้าน ภายใต้การสนับสนุนของนักวิชาการและเครือข่ายประชาสังคม งานวิจัยชาวบ้านและงานวิจัยของนักวิชาการมีข้อค้นพบที่สอดคล้องต้องกัน กล่าวคือ การเปิดประตูเขื่อนทำให้ชนิดพันธุ์และปริมาณปลาหวนคืนสู่ท้องถิ่นอีกวาระหนึ่ง งานวิจัยชาวบ้านค้นพบว่าปลากว่า 156 ชนิดได้หวนคืนสู่น้ำมูล และเครื่องมือหาปลา 75 ชนิดได้กลับมามีชีวิตอีก เช่นเดียวกับความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของชุมชนท้องถิ่น

ในช่วงเวลาต่อมา งานวิจัยไทบ้านได้ขยายตัวไปสู่ลุ่มน้ำสงครามในภาคอีสาน และเชียงของ-เวียงแก่นในภาคเหนือตอนบน งานวิจัยเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการทำวิจัยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างวิถีชีวิต การทำมาหากิน และความหลากหลายซับซ้อนของระบบนิเวศท้องถิ่น

ผลงานวิจัยเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานว่า องค์ความรู้ท้องถิ่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการประเมินและพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากร การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของชุมชนท้องถิ่นมีนัยสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อการติดตามและประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติแวดล้อม

งานวิจัยไทบ้านยังได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเปรียบเทียบข้อมูลในด้านของคุณภาพน้ำ อุทกวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับต่างๆ ตั้งแต่ข้อมูลของชุมชนท้องถิ่น ข้อมูลของรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ