ระบุ”ผันน้ำโขง”ไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาคนอีสาน

สำนักข่าวประชาธรรม 13 กุมภาพันธ์ 2551

เลย/ชี้โครงการผันน้ำโขงไม่ใช่คำตอบแก้ปัญหาคนอีสานระบุหากระบบนิเวศน์ล่มคนริมน้ำโขงกว่า 6 ล้านคนเดือนร้อนเผลชลประทานคือตัวเร่งเกษตรกรสูญเสียที่ดินจนเกิดปัญหาหนี้สินแนะรัฐหากแก้ปัญหาเกษตรกรต้องแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ

นายประยงค์ อัฒจักร เลขาธิการมูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าว่าถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดดำเนินโครงการผันน้ำผ่านท่อจากแม่น้ำโขงเข้าภาคอีสานว่า ตนเห็นด้วยกับประเด็นที่รัฐบาลคิดจะช่วยเหลือเกษตรกร เพราะมันทำให้รัฐดูดี ถึงแม้เหตุผลที่แท้จริงคือ เขาต้องการใช้งบประมาณมหาศาล ทำให้เกษตรกรมีความหวัง แม้จะหวังมาทั้งชีวิตแล้วก็ตาม แต่ตนกลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะทำโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลประเทศใดในโลกก็ตาม เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศโดยรวมที่มากมาย ทั้งที่คาดการณ์ได้ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทั้งต่อระบบแม่น้ำโขง ซึ่งตนไม่ทราบว่าต้องมีน้ำเท่าไหร่จึงจะรักษาความสมดุลของระบบแม่น้ำแห่งนี้เอาไว้ได้ ถ้าระบบแม่น้ำนี้พังพินาศลง ประชาชนกว่า 6 ล้านคนที่อาศัยอยู่กับแม่น้ำโขง จะดำรงชีวิตอย่างไร

“ผมกลัวว่าน้ำชลประทานจะทำลายระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนอีสานมากกว่า เหมือนที่ชาวนาภาคกลางประสบมาแล้ว คือมีหนี้สินมากมายจากการทำนาปีละ 3 ครั้ง ทั้งที่ควรจะเป็นชาวนาที่รวยที่สุดในประเทศ ผมกลัวดินเค็มแพร่กระจายทั่วภาคอีสานจนเราควบคุมไม่ได้” นายประยงค์ กล่าว

เลขาธิการมูลนิธิเลยฯ กล่าวอีกว่า จริงอยู่ที่ในทางทฤษฎี ถ้ามีน้ำเราจะสามารถทำอะไรได้มากขึ้น แต่อาจจะไม่ใช่ในความเป็นจริง เพราะการพัฒนาเกษตรกรรมของเราได้เดินมาจนสุดทางแล้ว คือ เกษตรกรได้ทยอยสูญเสียที่ดิน และมีหนี้สินมากขึ้น ทั้งหนี้ในและหนี้นอกระบบ และยังไม่มีรัฐบาลไหนจะแก้ได้ เกษตรกรตัวจริงแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว การชลประทานคือตัวเร่งให้เกษตรกรสูญเสียที่ดิน เป็นสัญญาณการสูญพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อย และได้เวลาของธุรกิจเกษตรยักษ์ใหญ่ที่จะครอบครองที่ดินเกษตรกรด้วยระบบเกษตรพันธะสัญญา

“มันน่ากลัวมากสำหรับผม ผมคิดว่าถ้ารัฐคิดจะแก้ปัญหาเกษตรกรจริงๆ รัฐต้องแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรอย่างแท้จริงและเป็นระบบ ไม่ใช่แค่คิดพักหนี้เพื่อหาเสียง รัฐต้องเร่งฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรโดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นธงนำ ใช้จุดแข็งของแต่ละพื้นที่เป็นคานงัด เช่น จังหวัดเลยมีจุดแข็งเรื่องข้าวไร่ พืชผัก ผลไม้ รัฐต้องมีมาตรการประกันผลผลิตและราคา ซึ่งอาจจะต้องทบทวนเอฟทีเอ รัฐต้องพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง ไม่ใช่มีเพียงสถาบันค้ากำไรจากเกษตรกรอย่างที่เป็นอยู่” นายประยงค์ กล่าว

อนึ่ง โครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ในพื้นที่ 19 จังหวัดในภาคอีสานนั้น ที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำ เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อปี 2535 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โขง ชี มูล โครงการดังกล่าวเสนอวิธีการผันน้ำเข้ามายังภาคอีสาน 3 ทาง คือ 1. การผันน้ำเข้ามาทางด้านเหนือของ จ.เลย ลงสู่ลำพะเนียงในพื้นที่ อ.นาด้วง แล้วส่งต่อไปยังแม่น้ำพอง เพื่อให้ไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์เพื่อเก็บกักไว้ แจกจ่ายให้เกษตรกร 2.ผันน้ำมาทาง จ.หนองคาย โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งรองรับน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ และ 3.การผันน้ำเข้ามาทางประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

สำหรับโครงการระบบการจัดการส่งน้ำแบบไฮโดรชิล เพื่อผันน้ำจากลำน้ำโขงผ่านระบบขนส่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคอีสานทั้ง 19 จังหวัดนั้น คือการขุดอุโมงค์แบบรถไฟใต้ดินลึกประมาณ 25 เมตร ขนานไปกับถนนมิตรภาพ แล้วผันแม่น้ำโขงผ่านอุโมงค์และคาดว่าปริมาณแม่น้ำโขงจะไหลผ่านอุโมงค์นี้ แล้วแจกจ่ายไปตามโครงข่ายลำน้ำอื่นๆ เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในภาคอีสาน