แม่น้ำโขงเปิดโมเดลโลกร้อน ตั้งคณะกรรมการ 4 ชาติดูแล

กรุงเทพธุรกิจ 2 ธันวาคม 2551

ศูนย์ START ร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เลือกแม่น้ำโขงเป็นต้นแบบโมเดลโลกร้อนระดับเอเชีย ศึกษาความเปราะบางและการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ชี้การพัฒนาอาจส่งผลโดยตรงต่อน้ำในอนาคต

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กำลังร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เตรียมศึกษาผลกระทบ และการปรับตัวจากภาวะโลกร้อนของ 4 ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม 

ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ที่จะมีการศึกษากระบวนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำร่องในแม่น้ำโขง โดยโครงการนี้ได้รับงบจากรัฐบาลออสเตรเลีย ประมาณ 300 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี โดยจะศึกษา 3 ประเด็นหลัก คือ การทำความเข้าใจกับกลุ่มประเทศ การจัดสรรการใช้น้ำ และการวิเคราะห์ ผลกระทบและความเปราะบางของระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพจากภาวะโลกร้อน โดยให้สามารถเชื่อมโยงมิติเหล่านี้

เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกแม่น้ำโขง ดร.อานนท์ กล่าวว่า เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่านหลายประเทศ แต่มีการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ทั้งเขื่อนจากจีน เขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ไทย-ลาว โครงการระบบท่อส่งน้ำ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้อนาคตเป็นไปได้ว่า ถ้าได้รับกระทบจากภาวะโลกร้อน และทำให้มีปริมาณน้ำน้อยลง จะก่อให้เกิดการกระทบในวงกว้าง

ซึ่งการศึกษาจะนำเสนอข้อมูลเชิงนโยบายให้กับแต่ละประเทศ ซึ่งคาดหวังถึงขั้นที่จะมีการตั้งคณะกรรมการ 4 ชาติ เพื่อคัดกรองโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น ว่า จะกระทบต่อภาวะโลกร้อนหรือไม่ โดยในช่วงเดือนต้นเดือน ม.ค. 2552 จะมีการลงนามร่วมกับ MRC อย่างเป็นทางการ

"ถ้าดูจากฐานข้อมูลพบว่าประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนจากโลกร้อน และภัยพิบัติมากสุด คือ เวียดนาม เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงที่มีความเสี่ยงจากน้ำทะเล จากพายุที่พัดผ่าน รองลงมา คือ เขมร เพราะอยู่ที่ลุ่มจะมีปัญหาการจัดการน้ำ ส่วนไทย เป็นอันดับ 3 ต่อไปอาจต้องเปลี่ยนระบบการเกษตรที่อาศัยระบบชลประทานเป็นหลัก ปรับมาทำเกษตรเชิงผสมผสานมากขึ้น" ดร.อานนท์ระบุ              

ขณะเดียวกัน นางประเสริฐสุข จามรมาน รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ตามที่คณะผู้แทนไทยที่มีนายชาตรี ช่วยประสิทธิ์ รองปลัด ทส. พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์การก๊าซ ผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และนักวิชาการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จะต้องเดินทางเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 14 (COP 14) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 4 (CMP4) ที่ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 1-12 ธ.ค.นี้ แต่เนื่องจากมีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้คณะผู้แทนไทยที่เดิมต้องเดินทางในช่วงวันที่ 28-29 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมประชุมได้ และขณะนี้ กำลังรอว่าอีก 2 วันทางการบินไทย คงจะให้คำตอบได้ว่า จะจัดการเดินทางอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่าหากไทยไม่มีผู้แทนไปร่วมประชุมดังกล่าวจะกระทบอะไรหรือไม่ นางประเสริฐสุข กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญเกี่ยวกับทบทวนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศ ภาคผนวกที่ 1 (Annex I) ซึ่งไทยเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I) ที่ยังไม่มีพันธกรณีบังคับที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงอาจไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าใด