ลุ่มน้ำโขง ที่สุวรรณภูมิ มีความหลากหลายทางชีวภาพ

มติชนรายวัน 8 มกราคม 2552

คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม
ปรับปรุงจากรายงานขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)

 

รายงานล่าสุดจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยถึงการค้นพบสัตว์และพืชสายพันธุ์ใหม่ครั้งสำคัญ กว่า 1,000 ชนิดพันธุ์ในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

First Contact in the Greater Mekong เป็นรายงานฉบับพิเศษครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่รวบรวมชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่ถูกค้นพบใหม่จำนวน 1,068 ชนิด ในแถบลุ่มน้ำโขงและยังไม่เคยมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการมาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มน้ำแห่งนี้

โดยสรุปชนิดพันธุ์พืชที่ถูกค้นพบมีถึง 519 ชนิด, ปลา 279 ชนิด, กบ 88 ชนิด, แมงมุม 88 ชนิด, จิ้งจก 46 ชนิด, งู 22 ชนิด, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 15 ชนิด, เต่า 4 ชนิด, นก 4 ชนิด, ซาลาเมนเดอร์ 2 ชนิด, คางคก 1 ชนิด, และคาดว่าจะมีสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกนับพันชนิด

การค้นพบชนิดพันธุ์ใหม่เหล่านี้ ไม่แตกต่างไปจากการค้นพบแผ่นดินใหม่บนโลกใบนี้ ตัวอย่างเช่น

หนูคะยุ (Laotian rock rat) ซึ่งเป็นหนูชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเขาหินปูน ที่เราคิดว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อ 11 ล้านปีที่แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์กลับพบโดยบังเอิญในตลาดสดเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศลาว

งูเขียวหางไหม้ท้องเขียวใต้ (Siamese Peninsula pitviper) ที่กำลังเลื้อยผ่านนักท่องเที่ยวในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในประเทศไทย

แมงมุมขายาว (Huntsman spider) ซึ่งเป็นแมงมุมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยขาแต่ละข้างยาวถึง 30 ซม. ลองคิดดูถ้าขาทั้ง 8 ของแมงมุมชนิดนี้กางออกพร้อมกัน ขนาดของมันจะใหญ่เพียงใด

กิ้งกือมังกรสีชมพู (Dragon millipede) ที่มีลำตัวสีชมพูจัดจ้าน แต่แฝงไปด้วยพิษของไซยาไนด์ที่มันสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง

"นี่คือ การยืนยันความมหัศจรรย์ในความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิภาค" ดร.วิลเลียม เชดล่า ผู้อำนวยการ WWF ประเทศไทย ย้ำบันทึกหน้าสำคัญที่จะกลายเป็นประวัติธรรมชาติวิทยาของโลก พร้อมระบุเหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งคือ "ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเสมือนชุมทางหรือจุดเชื่อมต่อของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะชนิดพันธุ์ต่างๆ ในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ มีกระจายมาจากเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำโขง ทะเลอันดามัน และระบบนิเวศอื่นๆ อีกมากมาย"

 


"มีการรับรู้และเข้าใจที่ผิดๆ ที่ว่าภูมิภาคนี้ไม่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรจึงถูกคุกคามบนความไม่รู้มาก่อน แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว เกือบทุกครั้งที่ออกไปสำรวจมักจะพบกับความหลากหลายของชนิดพันธุ์ใหม่ๆ แต่โชคร้ายว่าการสำรวจจะต้องแข่งกับการคุกคามที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว" ราอูล เบน ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งอเมริกา แสดงความเห็นที่ต้องขบคิด

วันนี้ สายน้ำและผืนป่าที่โอบอุ้มความร่ำรวยของความหลากหลายทางชีวภาพอันล้ำค่า กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตท่ามกลางความกดดันและแรงบีบคั้นจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การที่จะปกป้องรักษาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงในการดำรงอยู่ของมนุษย์โดยการลดปัญหาความยากจน และการสร้างความเชื่อมั่นที่จะเป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ในแถบประเทศลุ่มน้ำโขง

ขณะนี้องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ได้ประสานงานกับรัฐบาล และภาคอุตสาหกรรมของประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า และจีน (ตอนใต้) ในการวางแผนการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่ที่ต่อเนื่องกันกว่า 600,000 ตร.กม.เพื่อดำเนินการอนุรักษ์ผืนป่า และแหล่งน้ำจืด อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่มีความโดดเด่น แต่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ข้อตกลงร่วมกันระหว่าง 6 ประเทศ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนอย่างยิ่ง


สุวรรณภูมิ หลากหลายทางชีวภาพ

ดินแดนอุดมสมบูรณ์ของอุษาคเนย์ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพนี้ มีชื่อเรียกราว 2,000 ปีมาแล้วว่าสุวรรณภูมิ ดังคำอธิบายของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือ ศิลปะสุวรรณภูมิ SUVARNABHUMI ART (กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550) ดังนี้

สุวรรณภูมิ แปลตามรูปศัพท์ว่าแผ่นดินทอง หรือดินแดนทอง แต่มีคำเฉพาะเรียกใช้มานานแล้วว่าแหลมทอง หมายถึงบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว อันเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วยสัตว์, พืชพันธุ์ธัญญาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ทั้งเป็นแหล่งของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายที่ล้วนเป็นเครือญาติทางสังคมวัฒนธรรม และเป็นบรรพชนของคนไทยทุกวันนี้

พจนานุกรม อธิบายคำ สุวรรณ [สุ-วัน] น. ทอง.(ส. สุวรฺณ; บ. สุวณฺณ). ภูมิ 1, ภูมิ- [พูม, พู-มิ, พูม-มิ-] น. แผ่นดิน, ที่ดิน. ภูมิ 2 น. พื้นความรู้, ปัญญา. ภูมิ 3 ว. สง่า, ผึ่งผาย, องอาจ. สุวรรณภูมิ น. ดินแดนทองคำ

สุวรรณภูมิ เป็นชื่อเก่าแก่มีในคัมภีร์โบราณ เช่น มหาวงศ์พงศาวดารลังกา, ชาดกพุทธศาสนาในอินเดีย, และนิทานเปอร์เซียในอิหร่าน ฯลฯ เนื่องเพราะชาวสิงหล (ลังกา) ชาวชมพูทวีป (อินเดีย) และชาวอาหรับ-เปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่เป็นนักเดินทางผจญภัยแลกเปลี่ยนค้าขายสิ่งของเครื่องใช้ ต่างพากันเรียกผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์โบราณว่า สุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

ส่วนชาวฮั่น (จีน) ยุคโบราณ เรียกดินแดนนี้ว่า จินหลิน หรือ กิมหลิน มีความหมายเดียวกันกับชื่อสุวรรณภูมิว่าแผ่นดินทอง, ดินแดนทอง, แหลมทอง

ฉะนั้น สุวรรณภูมิจึงไม่ใช่ชื่อรัฐหรืออาณาจักร แต่เป็นชื่อดินแดนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน ที่ขนาบด้วย 2 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางด้านตะวันออก กับมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางด้านตะวันตก ส่งผลให้ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนค้าขาย หรือ "จุดนัดพบ" "ระหว่างโลกตะวันตก (หมายถึงอินโด-เปอร์เซีย และอาหรับ) กับโลกตะวันออก (หมายถึงจีนฮั่นและอื่นๆ) มีความมั่งคั่งและมั่นคง แล้วมีรัฐใหญ่ๆเกิดขึ้นในยุคต่อๆ มา เช่น ทวารวดี, ฟูนัน, เจนละ, ศรีวิชัย, ทวารวดีศรีอยุธยา, ละโว้-อโยธยาศรีรามเทพ, จนถึงกรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ดึงดูดให้ผู้คนจากที่ต่างๆ ทุกทิศทางเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ทำให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ผสมผสานทางสังคมวัฒนธรรมและเผ่าพันธุ์จนเป็น "คนไทย"และเครือญาติชาติต่างๆ ในอุษาคเนย์ปัจจุบัน

สุวรรณภูมิ คือนามอันเป็นมงคลที่คนแต่ก่อนยกย่องใช้เรียกชื่อบ้านนามเมืองสืบเนื่องหลายยุคหลายสมัย ได้แก่ รัฐสุพรรณภูมิ (ราวหลัง พ.ศ.1600) จนเป็นเมืองสุพรรณบุรี (ราวหลัง พ.ศ.1800) และจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งชื่อเมืองสุวรรณภูมิ (ราว พ.ศ. 2315 สมัยกรุงธนบุรี) แล้วเปลี่ยนเป็นอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อราว 100 ปีมาแล้ว

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2543


โขง, ของ มาจากไหน

ลุ่มน้ำโขง หมายถึงพื้นที่ลุ่มบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขง เป็นคำไทย แต่คำลาวเรียกว่าน้ำแม่ของ

โขงกับของเป็นคำเดียวกัน มีรากจากคำมอญว่าคลอง มีคำอธิบายของ สุจิตต์ วงษ์เทศ อยู่ในหนังสือท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง วีรบุรุษสองฝั่งโขง (มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2548 หน้า 484) ดังนี้

พจนานุกรมมอญ-ไทย (ฉบับทุนพระยาอนุมานราชธน, 2531) ให้ศัพท์มอญไว้ 2 คำคือ โคฺลงฺ กับ คฺลงฺ อ่านว่า โคฺล้งฺ เหมือนกัน แล้วให้ความหมายว่า ทาง

คำมอญว่า โคฺลงฺ กับ คฺลงฺ นี่แหละ กลายเป็นคำไทยว่าคลอง แม้คำว่ากลองในชื่อแม่น้ำแม่กลองก็เพี้ยนมาจากคำมอญนี้เอง ทำให้น่าคิดว่าชื่อแม่น้ำโขงหรือของ น่าจะมาจากคำมอญว่า โคฺลงฺ กับ คฺลงฺ [ชาวขะมุ (ข่ามุ) ในลาวเหนือเรียกแม่น้ำนี้ว่าอมครอง]

แต่ลิ้นตระกูลไทย-ลาวออกเสียงอย่างมอญไม่ได้ จึงเรียกเป็นกาหลงก่อน นานเข้าก็กลายเสียงเป็นโขงหรือของตามถนัดลิ้นแต่ละท้องถิ่น แม้ชื่อแม่น้ำคง (สาละวิน) ในพม่าก็ได้ชื่อจากโคฺลงฺ กับ คฺลงฺ ของมอญเช่นกัน

หน้า 20