เสียเคราะห์ ต่อชะตาแม่น้ำโขงและชีวิตชุมชนสองฝั่งไทย-ลาว

ASTVผู้จัดการรายวัน 26 มกราคม 2552

สายลมแรงกลางเดือนมกราคมปีนี้ พัดพาความหนาวเย็นผ่านมารุนแรงเหลือเกิน

      
       ห้วงยามนี้ลำน้ำโขงค่อยๆ ลดระดับลง ผาหิน หาดทราย เกาะ แก่ง เวิน วังน้ำ สันดอนและผืนดิน ค่อยๆ เผยโฉมให้มวลมนุษยชาติได้ยล เพื่อให้ผู้คนสองฝั่งโขงลาว-ไทยได้เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก และมหกรรมแห่งการหาปลาของชาวประมงตลอดทั้งลุ่มน้ำก็คึกคักขึ้นในทันใด
      
       ด้วยไม้ไผ่เพียงสองลำ ผืนตาข่ายไม่กี่เมตร และแรงกำลังแขน วิสัย บัวถา ก็นำมาช้อนตักปลาในแม่น้ำโขงได้แล้ว
      
       เครื่องมือประมงที่ออกแบบมาง่ายๆ นี้ เป็นภูมิปัญญาที่ชาวริมโขงใช้ช้อนตักปลาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมาตั้งแต่อดีตกาล โดยฤดูกาล 'ซ้อนปลา' จะเริ่มต้นในเดือนมกราคมไปจนกว่าหน้าฝนจะมาถึง
      
       “เดือน ๕ เดือน ๖ ปลาจะหลาย วันนึงซ้อนแค่เมื่อยเมื่อไหร่ก็หยุด ก็ได้ปลา ๔-๕ กิโล สมัยก่อนนี่จะตักได้เต็มลำเรือเลย” วิสัยพูด
      
       ในน้ำมีปลา หน้าหาดมีพืชพรรณ
      
       มันเป็นเรื่องน่าทึ่ง– ทำไมชาวบ้านจึงสามารถจดจำและไม่มีเคยมีปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับแนวเขตที่ดิน ไม่มีหลักเขต ไม่มีรั้วล้อม ไม่มีเอกสารสิทธิ์ มีเพียงต้นไม้และก้อนหินเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ขอบเขตที่ดินหลายพันไร่กลางลำน้ำโขง ...ทุกคนรู้ว่าตำแหน่งที่ดินใดเป็นของใคร
      
       ผืนดินที่อยู่ริมตลิ่งและกลางลำน้ำโขงคือที่ดินทำกินที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
      
       ระบบสังคมหมู่บ้านได้หล่อหลอมสร้างจารีตคุณธรรมให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข โดยไม่ต้องมีกฎหมายหรือหนังสือเอกสารใดใดมารับรอง ทุกคนก็เคารพในสิทธิของกันและกัน
      
       ยามที่น้ำโขงเอ่อหลากล้น… ที่ดินของพวกเขาก็จมอยู่ใต้ผืนน้ำ และเมื่อน้ำโขงลดลง 'อาหารทิพย์ ผืนดินทิพย์' ก็โผล่ขึ้นมา ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินนั้น ทำให้พืชผักธรรมชาติและพืชที่ทำการเพาะปลูกแตกหน่อ ผลิใบ เติบโตงอกงามโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี ไม่ต้องใส่ปุ๋ย และไม่ต้องพรวนดินลดน้ำก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งพวกเขาจะนำบางส่วนไปแลกข้าวสาร ส่วนหนึ่งขาย ทำให้ทุกคนมีกินมีใช้ มีเงินเหลือส่งเสียลูกให้เรียนหนังสือ และบางส่วนก็นำไปทำบุญตามจารีต ฮีต คองของคนอีสาน
      
       อาจเป็นเรื่องเข้าใจยากและไม่เชื่อว่า ลำพังรายได้จากการปลูกฝ้าย ถั่วลิสง ข้าวโพด หอม กระเทียม มันเทศ ผัก ตามริมฝั่งโขงและการหาปลา จะทำให้ชุมชนลุ่มน้ำโขงมีชีวิตอยู่ได้ มีค่าใช้จ่ายเพียงพอและเลี้ยงลูกอีกหลายคนจนเติบใหญ่อย่างไร
      
       อย่างไรเสียนั่นคือ ความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
      
       ...แม่น้ำโขงคือยุ้งฉางและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเขา–ชาวบ้านในทุกหมู่บ้านตลอดแนวสองฝั่ง
      
       อาหารทิพย์ ผืนดินทิพย์ คือสิ่งวิเศษพิสุทธิ์ที่ธรรมชาติและแม่น้ำโขงมอบประทานมาหล่อเลี้ยง อาศัยพึ่งพา ดิน ทราย สายน้ำนี้หล่อเลี้ยงชีวิต สร้างครอบครัว และสร้างหมู่บ้านมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล
      
       สายหมอกไม่ทันจางคลอเคลียอยู่กับผืนแผ่นน้ำ ท้องฟ้าสีใสไล่โทนสีไปบรรจบกับแสงทองที่ปลายขอบฟ้ารำไร เรือลำเล็กของ สอน แก้วชิน ชาวประมงและพ่อค้ารับซื้อปลา บ้านสองคอน ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ล่องทวนกระแสสายน้ำโขง เพื่อไปซื้อปลาจากพี่น้องชาวประมงบ้านนาโพธิ์ ฝั่ง สปป.ลาว อยู่ห่างจากบ้านสองคอนไปราว ๕ กิโลเมตร
      
       สอนเล่าถึงชีวิตในช่วงที่ผ่านมาว่า “ผมเคยเดินทางไปทำงานต่างถิ่น กรุงเทพกรุงไทก็ไปทำงานมาเกือบทุกแห่งแล้ว ดิ้นรนลำบากสู้ชีวิต ทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงตนเอง เมีย ลูก พ่อแม่ของผมอยู่รอด และหวิดไม่รอดก็หลายครั้ง ชีวิตก็ไม่เคยดีขึ้น จนกระทั่งหวนกลับคืนมาบ้าน ชีวิตมันผ่อนคลายลง มีญาติพี่น้อง มีอาหาร ได้ปลา ได้ผักมาก็แบ่งปันกันกิน แม่น้ำโขงให้อาหารแก่พวกเรา ให้ชีวิตและให้ความหวัง จนปัจจุบันผมสร้างฐานะ สร้างครอบครัวขึ้นมาได้ก็เพราะแม่น้ำโขงนี่แหละ”
      
       สอนไม่ได้เป็นเพียงพ่อค้าปลาเท่านั้น แต่ยังเป็นชาวประมงมือฉกาจไม่แพ้ใครในหมู่บ้าน ทุกเช้าภารกิจหลักของสอนจะต้องไปกู้มอง (อวน) ที่ลอยไว้ใน ‘ลวงปลา’ ที่พ่อของเขามอบให้เป็นมรดก
      
       **************
      
       ลวงปลา คือ ผืนน้ำที่มีการจับจองไว้ตั้งแต่สมัยของบรรพบุรุษ ขอบเขตพื้นที่มีลักษณะคล้ายกันกับการจับจองที่ดิน และรู้กันในหมู่ชาวบ้านว่าบริเวณไหนเป็นของใคร ลวงปลาจึงเป็นผืนนาอีกแปลงในลำน้ำโขงที่เป็นแหล่งทำมาหากินส่วนบุคคล และระบบสังคมหมู่บ้านในอดีตมีการกันเขตสายน้ำบางช่วงเอาไว้เพื่อให้เป็นที่สาธารณะ ซึ่งใครก็สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์วางอวน จมไซ ใส่เบ็ดได้ตามกำลังความขยันของแต่ละคน และถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกพื้นที่แห่งนั้นว่า 'ลวงเหมา'
      
       *************
      
       “ปีนี้พวกเราชาวบ้านตั้งใจจะจัดงานเสียเคราะห์ ต่อชะตาให้กับแม่น้ำโขง และสู่ขวัญพืชผลทางการเกษตร เพราะตั้งแต่มีข่าวจะสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ชาวบ้านต่างรู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากให้รัฐบาลสร้างเขื่อน ถ้าสร้างเขื่อนจริงก็เหมือนตายทั้งเป็น ชาวบ้านไม่มีที่ดินที่นา ส่วนที่ที่เคยปลูก เคยใช้ประโยชน์ โขดหิน เกาะ แก่ง แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ น้ำก็จะมาท่วมเสียหายหมด ลูกหลานคงไม่ได้เห็นอีกต่อไป หมู่บ้านของเราจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มองไปในแม่น้ำโขงก็คงมีแต่น้ำสุดลูกหูลูกตา คิดมาคิดไปแล้วใจผมเหมือนจะขาดให้ได้” แววตาและเสียงเศร้าๆ ของสอนบอกกล่าวถึงกิจกรรมเล็กๆ ของชาวชุมชนที่จัดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๔–๒๕ มกราคมที่ผ่านมา
      
       สอนเล่าต่อว่า “ชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าคงค้านรัฐบาลไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาก็เหมือนเขื่อนปากมูล มีกลุ่มชาวบ้านลุกขึ้นมาคัดค้านอย่างหนักและสู้กันยาวนาน เขาก็ยังสร้างจนสำเร็จเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น พวกเราไม่อยากให้หมู่บ้านของเราประสบชะตากรรมเดียวกันกับชาวบ้านปากมูล ไม่อยากเห็นพี่น้องที่รักใคร่กันต้องมาขัดแย้งกันเองเพราะปัญหาจากเขื่อน ถึงแม้ว่าข่าวการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มช่วงหลังจะเงียบๆ ไป แต่ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังเห็นคนหน้าแปลกๆ เอาเครื่องมือมาสำรวจ มาขุดเจาะหิน ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์เอาไว้เป็นระยะๆ ตลอดแนวน้ำโขงทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวด้วย ผู้ใหญ่บ้านและกำนันก็ไม่เคยถูกประสานงานหรือแจ้งให้ทราบด้วยว่าพวกเขามาทำอะไรกัน พอชาวบ้านเห็นแล้วถามก็ทำเป็นอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่บอก ไม่ให้ข้อมูล ทำลับๆ ล่อๆ เหมือนโจรจ้องจะมาขโมยทรัพย์สินในบ้านของเรา ”
      
       บ้านสองคอน เป็นหมู่บ้านใหญ่กว่า ๓๐๐ หลังคาเรือนอยู่ริมฝั่งลำน้ำโขง ชาวบ้านน้อยรายที่จะมีที่นาปลูกข้าว และที่มีอยู่ก็ปลูกข้าวไม่พอกินตลอดทั้งปีสำหรับทุกคนในครอบครัว แต่พวกเขาไม่เคยอดข้าว วิถีเกษตรริมโขงและการหาปลาทำให้อยู่รอด มีข้าว มีอาหารที่ปลอดสารพิษ มีความสุขกับพี่น้องญาติมิตรที่อยู่พร้อมหน้าตากัน
      
       การริเริ่มทำกิจกรรมเสียเคราะห์ต่อชะตาแม่น้ำโขงของชาวบ้านสองคอน อาจเป็นเพียงการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กันและกัน พวกเขาภาวนาและวาดหวังว่าพลังใจจากการรวมตัวกันในครั้งนี้ คลื่นสัญญาณแห่งความรักความห่วงใยที่มีต่อแม่น้ำโขงและความปรารถนาของชาวบ้านตลอดลุ่มแม่น้ำโขง จะส่งผ่านไปถึงรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ออกคำสั่งยุติโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม และยกเลิก MOU ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทย–ลาว ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ไปทำไว้แบบไม่ชอบมาพากลและตัดตอนการปฏิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญ มอบเป็นของขวัญให้แก่คนอีสานและพี่น้องฝั่งลาวด้วยเทอญ...
      
       *************
      
       อาทิตย์แรกแย้มที่สามพันโบก
      
       หลังจากพักแรงมาจากหาปลาในตอนเช้า ยามสาย กันยา ผงจันทร์ ก็นำเรือประมงของเขาไปรับนักท่องเที่ยวที่ท่าเรือปากบ้อง บ้านสองคอน นำชมแม่น้ำโขงในยามสมบูรณ์พูนผลไปด้วยปลาและพืชผล
      
       สายน้ำ วิถีชีวิตของชาวประมง เกษตรกรรมริมน้ำโขง จนถึงแหล่งท่องเที่ยวสามพันโบก นับเป็นความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ และถ่ายทอดความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์และธรรมชาติโดยแท้
      
       แต่ท่ามกลางความงามในสายตานักท่องเที่ยวนั้น กันยาและชาวริมโขงกำลังหวั่นวิตกถึงกระแสการพัฒนาจากโครงการขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ กักกั้นสายน้ำทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
      
       **************
      
       เรื่อง-รวงทอง จันดา