น้ำโขงลด..ปลาหาย

ไทยโพสต์ 29 มีนาคม 2552

ผลพวงจากการโหมพัฒนาประเทศพัฒนาโลกด้วยระบบทุนนิยม  กลายเป็นฝันร้ายของมวลมนุษย์บนโลก  เมื่อความโลภและไม่รู้จักพอที่แฝงมาพร้อมกับระบบทุนนิยม  แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์ถาโถมพังทะลายระบบเศรษฐกิจ  จนเกิดวิกฤติอย่าง "แฮมเบอร์เกอร์ ไคร์ซิส" ลุกลามเป็นโดมิโนล้มไปทั่วโลกอย่างไม่ปราณีปราศรัยอยู่ในขณะนี้  และอาจยืดยาวไปอีก  1-2  ปี  ไม่ได้ส่งผลร้ายต่อเรื่องเงิน ๆ  ทอง ๆ  เพียงอย่างเดียว
      ยังกลายเป็นปัญหาหนีเสือปะจระเข้  เมื่อเศรษฐกิจทรุดคนตกงาน  จะหันกลับไปดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายในถิ่นอย่างที่เคยก็ทำไม่ได้  เพราะชุมชนแทบไม่เหลือทรัพยากรให้กินให้ใช้อย่างเพียงพอเหมือนในอดีต  ด้วยเหตุแห่งการพัฒนาเชิงเดี่ยวที่รัฐและกลุ่มทุนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ  รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น
     กรณีตัวอย่างในงานเสวนา  "น้ำลด ปลาหาย ตั้งรับอย่างไรกับสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย"  ที่จัดโดย  โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย  (BRT)  ศ.ดร.วิสุทธิ์  ใบไม้  เป็นประธาน ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ   (สวทช.)   กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เมื่อเร็วๆ นี้ กับงานวิจัยเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ  และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแถบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" ของ  ศ.ดร.ยศ  สันตสมบัติ  อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  คณะสังคมศาสตร์  ม.เชียงใหม่  และคณะ  อันได้แก่  วิเชียร  อันประเสริฐ ไพบูลย์ เฮงสุวรรณ และ เสถียร ฉันทะ ที่นำบางส่วนบางตอนมาจัดทำเป็นหนังสือ  "แม่น้ำแห่งชีวิต"  ชี้ให้เห็นถึงภาพปัญหาที่เกริ่นไว้ในข้างต้นได้เป็นอย่างดี
     'น้ำโขง'  คือสายน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในอุษาคเนย์มาเนิ่นนานนับพันปี จากต้นกำเนิดในทิเบต  น้ำโขงไหลสู่มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน  ผ่านพม่า ลาว ไทย เขมร จนลงสู่ทะเลทางเวียดนามใต้  น้ำโขงเป็นบ้านของปลากว่า 1,700  ชนิด อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดสาหร่ายน้ำจืดมากคุณประโยชน์อย่าง 'ไก'  รวมทั้งกุ้ง  หอย  ปู  ปลา  และสัตว์น้ำอีกมากมาย ที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงความอุดมสมบูรณ์ให้ผู้คนกว่า  200-300  ล้านคนที่อาศัยในลุ่มน้ำโขง  อารยธรรมที่หลากหลายพัฒนาเติบใหญ่ขึ้นได้เพราะการโอบอุ้มของสายน้ำแห่งชีวิต
     ความสำคัญของแม่น้ำโขงมีมากมายเหลือคณานับ  แต่  ศ.ดร.ยศ บอกว่า ประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงมีวิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจคล้ายๆ กัน โดยแสวงหาประโยชน์จากน้ำโขง  ทั้งการสร้างเขื่อน  ระเบิดเกาะแก่งกลางแม่น้ำเพื่อเปิดทางเดินเรือสินค้า  การขยายถนนเชื่อมต่อประเทศต่างๆ  ภายใต้แนวคิดสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ  การเกษตรเคมีเชิงอุตสาหกรรมริมน้ำในพื้นที่มหาศาล  ที่มีการสร้างทำนบกั้นไม่ให้แม่น้ำขยายตัว  ฯลฯ  ทุกประเทศล้วนพัฒนาตัวเองในเชิงเดี่ยวหวังให้เศรษฐกิจเติบโต  จนเกิดปัญหาระบบนิเวศเสื่อมโทรม  ชีวภาพในธรรมชาติลดลง  สะท้อนออกมาเป็นภาวะโลกร้อน  สุดท้ายเกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่มีน้อยลงทุกที  จนกลายเป็นการขูดรีดธรรมชาติอย่างทารุณ ไม่มีประเทศใดเลยที่คิดจะทำแผนนโยบายระดับชาติอนุรักษ์แม่น้ำสายนี้
     ที่สำคัญจากการสำรวจวิจัยลุ่มน้ำโขงตอนบน เก็บข้อมูลหมู่บ้านในจีน สิบสองปันนา หลวงพระบาง และภาคเหนือของไทย   พบวิกฤติลุ่มน้ำโขงที่น่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ในจีน  ซึ่งมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำถึง  8  แห่ง  และมีการระเบิดแก่งในน้ำโขงเพื่อขยายช่องทางเดินเรือพาณิชย์  (แต่ทำได้บางส่วนเพราะถูกคัดค้านจากประชาคมโลก)
     แม้ในฤดูน้ำหลากสภาพทั่วไปยังดูดี แต่ในความเป็นจริงสิ่งมีชีวิตในลำน้ำลดน้อยลงมาก  เนื่องจากถูกปิดกั้นเส้นทางขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ  น้ำก็ด้อยคุณภาพ วัฏจักรการขึ้นลงของน้ำก็เปลี่ยนแปลงผันผวนไม่เป็นธรรมชาติ   ส่งผลต่อการอพยพและการวางไข่ของปลา แถมขนาดลำน้ำยังเล็กลง ทำให้ปลาว่ายทวนขึ้นไปวางไข่ลำบาก  ไกเติบโตได้น้อย  ฯลฯ
     ทั้งหมดส่งผลกระทบกับประเทศที่อยู่ท้ายน้ำ  ในด้านความมั่นคงทางอาหารและรายได้ระดับรากหญ้า  เพราะในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพ  ย่อมสัมพันธ์เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ  กรณีประเทศไทยก็อาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน  หากนโยบายรัฐยังดันทุรังวางแผนสร้างเขื่อนต่างๆ  ในน้ำสาละวิน  และน้ำสาขาของลำน้ำโขง  รวมถึงลาวและพม่าด้วย
     น่ากลัวกว่านั้นก็คือเสียงบ่นจากชาวบ้านมีมากขึ้น  ถึงจำนวนปลาที่ลดลงมากในน้ำโขง  พวกเขาเล่าว่าต้องใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาปลาให้ได้จำนวนเท่าเดิม  บางครั้งช่วงกลางคืนยังต้องออกมาดักจับปลากันก็มี  ปลาที่จับได้แต่คนกินคือนักท่องเที่ยว  ชาวบ้านไม่ได้กินทั้งที่เป็นแหล่งโปรตีนได้ฟรีจากธรรมชาติ
     นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งกับปริมาณปลาต่อปี  ที่เคยมีอย่างล้นหลามนับล้านล้านตันในน้ำโขง  ในปี  2550  ที่ผ่านมา  WWF  เคยประเมินมูลค่าการแลกเปลี่ยนปลาแม่น้ำโขงสูงถึง  2,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ  คิดเป็นเงินไทยราวๆ 80,000 ล้านบาท  แต่ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้  ศ.ดร.ยศ  บอกว่า ไม่เคยมีประเทศใดกำหนดไว้ในจีดีพีเลย  แม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม  ทำให้การลงทุนแต่ละครั้งในน้ำโขง ไม่มีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง  เมื่อปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ  สูญพันธุ์  ถึงเวลานั้นมานั่งประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจก็ไม่ทันแล้ว
     "คิดดูว่าถ้าปลาร่อยหรอจนหมดจากแม่น้ำ  ภูมิปัญญาชาวบ้านในการใช้ชีวิตและสร้างเครื่องมือหาปลา  อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอารยธรรมลุ่มน้ำย่อมสูญหายตามไปด้วย"  หัวหน้าคณะวิจัยอธิบายด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล
     ขณะที่  วิเชียร  อันประเสริฐ  หนึ่งในทีมนักวิจัย  ระบุถึงข้อมูลการประเมินค่าทางเศรษฐกิจของพันธุ์ปลาบริเวณบ้านปากอิง  อ.เชียงของ  จ.เชียงราย  ช่วงปี  2547-2548  แค่หมู่บ้านเดียว  พบการจับปลาเพื่อบริโภคและค้าขายจำนวน  21  ชนิด  น้ำหนักสุทธิ  48,283  กิโลกรัม  คิดเป็นมูลค่าเงิน  3,373,821  บาท  โดยน้ำหนักปลาและมูลค่าเงินที่ค้าขาย  เป็นแค่  1  ใน  3  เท่า  จากที่เคยจับปลาได้ในอดีต
     "ชาวบ้านที่ปากอิงบอกเราด้วยว่า ปลาที่จับได้มีขนาดเล็กลง จำนวนปลาลดลง ปลาบางชนิดจับได้ยากมากขึ้น  เช่น  ปลาบึก  ปลาฝาไม  ปลาดาบ  ปลาทราย  ปลาเซื่อม ส่วนบางชนิดชาวบ้านคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว  เพราะในระยะ 10 กว่าปีมานี้ไม่เคยจับได้เลยเป็นปลาขนาดใหญ่น้ำหนัก 70-100 กิโลกรัม อาทิ  ปลาเริม  ปลาเอิน  ปลาสา  ปลาสะนาก  ปลากะโห้  ปลาหว่าหัวหง่าม  ปลาหว่าอี่  ปลากะ  ปลาคูณ  ปลางิ้ว  ฯลฯ  โดยเป็นอย่างนี้ในทุกฤดู"
     เมื่อถามถึงหนทางแก้ไขก่อนจะสายเกินเยียวยา  ศ.ดร.ยศ  ชี้แจงว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการวางแผนดำเนินงานตามอภิมหาโครงการต่างๆ  นำไปสู่ 'การปิดล้อมข้ามชาติ'  (Transnation  Enclosure) หรือการขยายตัวของอำนาจรัฐในการควบคุมบงการเหนือพื้นที่ต่างๆ  บนลุ่มน้ำโขง  มีลักษณะดำเนินงานโดยการบังคับบัญชาจากบนลงสู่เบื้องล่าง  ไม่เคยมีเวทีสำหรับการทบทวนตรวจสอบ  ประชาพิจารณ์  จากผู้ที่ต้องอาศัยน้ำโขงร่วมกัน  บางโครงการไม่มีแม้กระทั่งการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม  (EIA)  ชุมชนท้องถิ่นจึงตกอยู่ในสภาพที่ถูกปิดล้อมจากอำนาจรัฐ  ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรงไม่ได้มีส่วนร่วม  แถมยังถูกผลักให้ไปอยู่ตรงชายขอบของอำนาจในสภาพไร้สิทธิไร้เสียง  ต้องยอมจำนนต่ออำนาจรัฐโดยปราศจากการต่อสู้ต่อรอง
     แนวทางที่พอทำได้ก็คือ  รัฐต้องมองมิติการพัฒนาประเทศใหม่ ควรนำเอาความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปคำนวณด้วย  เพราะจะเห็นถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในมุมที่นุ่มลึกรอบด้านมากขึ้น  ส่วนตัวแปรสำคัญที่จะอนุรักษ์  ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมาได้  ก็คือชาวบ้านในชุมชน   แรงกดดันต่อการนำพาชีวิตรอด  ทำให้พวกเขารู้ว่าต้องร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานกิน
     เมื่อมีพลังของชาวบ้านที่รู้ปัญหาดีที่สุดอยู่เป็นทุน  ภาคสังคมควรเข้าไปเสริมบทบาทของชาวบ้านให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการให้ความรู้  สานกำลังเครือข่ายชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ให้เป็นฐานกำลังในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน   เพื่อเชื่อมโยงกับองค์กรประชาสังคมโลก ร่วมกันทำงานด้านการรณรงค์  นำเสนอนโยบาย  รวมถึงผลักดันข้อเรียกร้องที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมาตรการเชิงนโยบาย  ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณาชนในวงกว้าง
     "รัฐเองก็ควรกระจายอำนายในการจัดการทรัพยากรไปสู่รากหญ้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ชาวบ้านจัดการ   แต่เขาไม่มีสิทธิในทรัพยากร"  เสียงสุดท้ายของ  ศ.ดร.ยศ  ฝากไว้ให้คิด  ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ   ผศ.ดร.สมศักดิ์  สุขวงศ์  ที่กล่าวไว้ในวงเสวนาเช่นเดียวกันว่า  "คำว่าทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมในประเทศไทย  เป็นถ้อยคำที่ดูหรูหราแต่ในความเป็นจริงเป็นการโกหกหลอกลวง"
     ผู้ที่สนใจการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ  และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ  และภูมิปัญญาท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขง  สามารถติดตามได้ในหนังสือแม่น้ำแห่งชีวิต  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โครงการ  BRT  โทร.  0-2644-8150-4  ต่อ  554.