มิติปัญหาน้ำโขง ลืมวิถีแห่งสายน้ำ

ไทยรัฐ 12 มีนาคม 2553

ทีมข่าวการเมือง

มิติปัญหาแม่น้ำโขง เกี่ยวโยงถึงหุ้นส่วนสี่ประเทศที่พุ่งเป้าเข้ามาพัฒนา...หากจะนับจำนวน ประชากรที่ข้องเกี่ยว น่าจะมีราวๆ 80–100 ล้านคน อยู่ในสัดส่วน 1 ใน 5 ของประเทศกลุ่มอาเซียนทั้งหมดรวมกัน

ขณะที่รัฐ  มองแม่น้ำโขงเป็นเรื่องของพลังงานปั่นไฟ แต่ในแง่มุมประชาชนผู้มีวิถีชีวิตผูกติดกับแม่น้ำโขง พวกเขาคิดว่า ที่นี่คือ...วิถีชีวิต

แนวคิดสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง...สถานะใน ปัจจุบันบนลุ่มน้ำโขงสายหลัก มีความเป็นมาตั้งแต่ปี 2500 ต่อมาราวปี 2503-2513 คณะกรรมการแม่น้ำโขงได้พัฒนาข้อเสนอการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและการ ชลประทาน

กำลังผลิต รวม 23,000 เมกะวัตต์...ซึ่งจะควบคุมการไหลของน้ำโขง 1 ใน 3 ของการไหลทั้งหมดในแต่ละปี

"โครงการ เขื่อนผามอง" ขนาด 4,800 เมกะวัตต์ คือหนึ่งในโครงการยักษ์ใหญ่ที่หลายคนเคยได้ยินชื่อมาบ้าง...

โครงการ นี้มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3,700 ตารางกิโลเมตร...ต้องอพยพประชาชนมากถึง 250,000 คน

ผ่านมาถึงปลายทศวรรษ 2510 เขื่อนแห่งนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้สร้าง กระทั่งสหรัฐฯ แพ้สงครามอินโดจีน ปี 2518 ก็ทำให้โครงการหยุดชะงักลงไป

ยุคนี้...4 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ลงนามร่วมกันในข้อตกลงร่วมการใช้แม่น้ำโขงปี 2538 ผ่านมาถึงปี 2548 ก็ได้พัฒนาข้อเสนอการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงใหม่

เปลี่ยนลักษณะ เขื่อนเป็นเขื่อนแบบ Run–of–river ทั้งหมด ซึ่งเป็นแบบเดียวกับเขื่อนปากมูล โดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมกันทั้งหมด 13,350 เมกะวัตต์

ในแผนนี้ ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ จะขายให้กับประเทศไทย แต่ กระนั้นก็ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ปีเดียวกันนี้เอง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ยังว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ศึกษาการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแบบขั้นบันไดในแม่น้ำโขง 7 โครงการ แต่ในท้ายที่สุดรัฐบาลไทยก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆต่อเนื่องในการพัฒนาตามข้อ เสนอ

ช่วงกลางปี 2549 ถึง 2551...ข่าวการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเกิดขึ้นอีกครั้ง ได้แก่ เขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนปากลาย เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนปากแบ่ง ในประเทศลาว เขื่อนสามบอในประเทศกัมพูชา และเขื่อนบ้านกุ่มบนพรมแดนไทย-ลาว ซึ่ง...ครั้งนี้แตกต่างจากอดีต รัฐบาลแต่ละประเทศดำเนินการลงนามกับบริษัทที่ปรึกษา สำรวจ ออกแบบในรายละเอียดอย่างจริงจัง

วันที่ 24 มกราคม ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2553 สถานีวัดน้ำที่เชียงแสน พบว่า ระดับน้ำในลำน้ำโขงลดลง 1.5 เมตร ปริมาณการไหลลดลงเหลือ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ช่วงเวลาปกติไหลอยู่ที่ 400-500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

สถานการณ์ นี้ สื่อมวลชนหลากหลายแขนงในจีน ฟันธงว่า แม่น้ำโขงมีระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี

ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ทางการจีนได้เก็บกักน้ำเหนือเขื่อนเชี่ยวหว่าน ให้ได้ปริมาณเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้า 70 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง

ระดับน้ำ ที่ลดลงแน่นอนว่ามีความสัมพันธ์กับการกักเก็บน้ำของเขื่อนจีน 4 แห่งในลำน้ำโขงตอนบน แต่ในสายน้ำตอนกลางและล่าง โดยเฉพาะอำเภอเชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ก็กระทบหนักต่อวิถีชีวิตประชาชนบนลำน้ำโขง ทั้งเรื่องการเกษตร ประมง สัญจร และการใช้น้ำบริโภค

สุรจิต ชิรเวทย์ ประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ ในกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การลดลงของระดับลำน้ำโขง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ได้สร้างความยากลำบากให้กับประชาชนท้ายน้ำนับร้อยล้านคน

"ภาวะเช่น นี้ รัฐบาลไทยควรเป็นผู้นำ โดยอาศัยคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง หารือ จัดประชุมฉุกเฉิน 5 ประเทศท้ายน้ำโขงเพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ระดับน้ำลดลงผิดปกติเพราะเหตุใด"

ทางการจีน ควรเปิดใจกว้าง เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากชาติเป็นกลางไปสำรวจตรวจสอบการจัดการเก็บกักน้ำ ที่เขื่อนยักษ์ใหญ่ในจีนทั้ง 4 แห่งในลำน้ำโขง

หากพบว่า มีสาเหตุสำคัญจากเขื่อน ก็ควรเร่งเจรจาอย่างฉันมิตร ให้ประเทศใหญ่อย่างจีน เอื้ออาทรต่อประเทศเล็ก ด้วยการแบ่งปันน้ำอย่างเคารพกันและกัน

"จีน ไม่ควรถือเอาความเป็นประเทศใหญ่ต้นน้ำโขง ที่จะเก็บกักน้ำตามอำเภอใจ เพราะน้ำเป็นผลิตผลจากธรรมชาติที่โลกสร้างสรรค์ ให้ใช้ ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรับใช้เฉพาะประเทศของตนเท่านั้น"

สุรจิต บอกว่า รากเหง้าของปัญหา กรอบใหญ่...แผนพัฒนาโดยใช้เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ทุนนิยม ตลาด เป็นตัวนำ นำไปสู่ความสะดวกในการค้าขาย ขนส่งสินค้า โดยละเลยระบบนิเวศ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีความสัมพันธ์ เชื่อมโยง

"เราเห็นสายน้ำเป็นเพียงเส้นทางขนส่งสินค้า พลังงานเท่านั้น"

ข้อต่อมา ...แม่น้ำโขง โดยตัวเองเป็นแม่น้ำนานาชาติ 7 ชาติ ทิเบต จีน พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม ไม่ได้เป็นของชาติใดชาติหนึ่ง...หากร่วมโชคชะตาเดียวกัน

"แต่... แม่น้ำโขงตอนบน 2,200 กิโลเมตร อยู่ในทิเบต ยูนนาน จีนถือเป็นแม่น้ำส่วนตัว แม่น้ำภายในของจีนเท่านั้น และสองฝั่งเป็นหน้าผา ภูเขา เป็นที่สูง

จีน จึงสร้างเขื่อนแบบขั้นบันได 8 เขื่อน สร้างไปแล้ว 4 เขื่อน แล้วมีแผนจะสร้างต่ออีก..."

การเติมน้ำลงในแม่น้ำโขงจากแม่น้ำสาย ย่อยที่ไหลลงสู่น้ำโขง...สัดส่วนในจีนอยู่ที่ ร้อยละ 17-18 แล้วก็มีจากลำน้ำในลาว...อีกร้อยละ 35-40

เมื่อจีนตั้งเป้าสร้าง เขื่อน ได้มีการระเบิดแก่งต่างๆไปแล้วกว่า 100 แห่ง ในเส้นทางจากซือเหมา ยูนนาน สิบสองปันนา

สายน้ำโขง...สายน้ำแห่งชีวิตไหลเรื่อยมาถึงตอน กลาง ลาว ไทย เขมร เวียดนาม มีโครงการสร้างเขื่อนอีก 11 แห่ง หลายคนตั้งปุจฉา...จะมีน้ำมากพอแค่ไหนกัน?

หากจะย้อนมองถึงต้นน้ำโขง แหล่งกำเนิดจากหิมะ ธารน้ำแข็ง ถ้าถูกกักกั้นด้วยเขื่อนตั้งแต่ต้นน้ำมาถึงกลางน้ำ

อาจจะมีปริมาณลด ลง...เหลือไหลไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

ทว่า...เมื่อเกิดเขื่อนขึ้นมา แล้ว การไหลของน้ำในปัจจุบันก็ไม่เป็นธรรมชาติ น้ำเริ่มเคลื่อนไม่เป็นจังหวะมานานแล้ว ไม่เฉพาะในช่วงปีนี้เท่านั้น แต่เริ่มมาตั้งแต่จีนสร้างเขื่อน ช่วงปี 2538-2539

กล่าวคือ การระบายน้ำตามอำเภอใจของจีน แล้วแต่จังหวะที่จะปั่นไฟ จังหวะที่จะทำงานก่อสร้าง การระบายน้ำมาเป็นก้อนๆ สร้างภาวะน้ำสูงขึ้น และแห้งลง อย่างไม่เป็นจังหวะ

กรรมาธิการฯลงพื้นที่เชียงแสน ...ลำน้ำอิง ลำน้ำกก พบว่า การขึ้นลงของน้ำเป็นไปอย่างผิดธรรมชาติ เป็นแบบชั่วข้ามคืนเท่านั้น

ผลที่ตามมา ทั้งคนทั้งปลาหลงน้ำกันหมด ผิดธรรมชาติที่เคยมีมาของแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงเมื่อเป็นแม่น้ำสายยาว มีลำน้ำสาขาที่ประกอบไปด้วยระบบนิเวศหลัก ระบบนิเวศย่อยไม่น้อยกว่า 11 ระบบ อาทิ ริมหาด ห้วย หนอง กว๊าน คก แจ๋ม ผา ดอยเกาะ ฯลฯ

เกี่ยวโยงไป ถึงผู้คน 80-100 ล้านคนริมสองฝั่งโขง ยังชีพด้วยการประมง มากถึงร้อยละ 70 ซึ่งมีรายได้ดีกว่าการเพาะปลูก

ด้วยความยิ่งใหญ่ ในขนาดและปริมาณของแม่น้ำโขง ทำให้แนวทางการแก้ปัญหาแม่น้ำโขงเป็นไปได้ยากลำบาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ทุกประเทศจะร่วมกันศึกษา ปรับเปลี่ยน พัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน

"แม่น้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิต จะยังคงเป็นผู้ให้ประโยชน์กับทุกชีวิตได้ยั่งยืนยาวนานไปอีกแค่ไหน คงต้องเริ่มจากแรงผลักดันร่วมกันจากทั้ง 7 ประเทศให้วิกฤติแม่น้ำโขงคลี่คลายไปได้โดยเร็ว"

สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวทิ้งท้าย.