เผยไทยเห็นควรยุติการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงทั้ง 12 แห่ง

สำนักข่าวไทย 1 กรกฎาคม 2553


รัฐสภา 1 ก.ค. – นายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาคุณค่า การพัฒนา และผลกระทบในลุ่มน้ำโขง วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนและนายสุรจิต ชิรเวทย์ ประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ วุฒิสภา ได้รับเชิญจากคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง (Mekong River Commission) ไปร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการประเมินยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม จากการเกิดขึ้นของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ณ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม โดยมีผู้แทนไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กว่า 100 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยการร่วมประชุมครั้งนี้ได้มีการระดมสมองของผู้แทนแต่ละประเทศ ต่อ 4 ทางเลือก คือ 1. ยุติการสร้างเขื่อนทั้งหมด 12 แห่ง 2. ชะลอการสร้างเขื่อนออกไป เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้าน 3. เลือกสรรบางโครงการเพื่อทำโครงการนำร่อง และ 4. เดินหน้าสร้างเขื่อน 12 แห่งต่อไป

นายประสาร กล่าวอีกว่า ตนและคณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เสนอว่าควรยุติการสร้างเขื่อนทั้ง 12 แห่ง เพราะในระยะยาวเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมีผลทางทำลายมหาศาล แต่ผลได้มีเพียงการตอบสนองด้านพลังงานเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันมีพลังงานทางเลือกมากมาย ความเห็นของคณะผู้แทนไทยใกล้เคียงกับความเห็นของผู้แทนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศปลายน้ำโขงที่จะรับเคราะห์ทางนิเวศน์หนักที่สุด ในขณะที่ผู้แทนลาวเลือกทางเลือกที่ 3 คือ ให้เลือกทำโครงการนำร่อง โดยกัมพูชามีท่าทีขอศึกษารายละเอียดดูก่อน

“มีความเข้าใจผิดกันมากว่า ธรรมชาติต้องให้คนเข้าไปบริหารจัดการ เพราะความจริงแม่น้ำโขงมีระบบนิเวศน์ที่จัดการตนเองได้อยู่แล้ว โดยคนไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับแม่น้ำเลย การตัดแม่น้ำโขงออกเป็นท่อน ๆ ด้วยแท่งปูนขนาดมหึมา กลับเป็นอนันตริยกรรมต่อความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขง การชดเชยใด ๆ ไม่ว่าด้วยบันไดปลาโจน การจ่ายค่าเวนคืน การเลี้ยงปลากระชัง  หรือด้วยวิธีอื่นใด ก็ไม่อาจทดแทนได้ เขื่อนจีน 4 แห่งในลุ่มน้ำโขงตอนบนทำความพินาศให้กับมหานทีแห่งนี้มากพอแล้ว จีนยังจะสร้างเขื่อนเพิ่มอีก 4 แห่ง บวก 12 เขื่อนในตอนล่าง ยิ่งก่อหายนะภัยสั่งสมกับแม่น้ำโขงต่อไปไม่สิ้นสุด โดยไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งข้างหน้าแม่น้ำโขงจะทวงคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลของมนุษย์” นายประสาร กล่าว-สำนักข่าวไทย