โขงเปลี่ยนไปจากหลายเหตุปัจจัย แนะตั้งองค์กร “ไร้ชาติฝรั่ง” จับมือจีนแก้ไขปัญหา

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 ตุลาคม 2553


       จากฤดูแล้งที่ผ่านมา ข่าวแม่น้ำโขงแล้งสุดในรอบหลายสิบปี ได้กลายเป็นข่าวพาดหัว ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อทุกราย โดยมีเขื่อนจีน ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนัก ว่าเป็นสาเหตุทำให้น้ำในแม่น้ำโขงเหือดหายไป อีกทั้งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆนานา ทั้งปริมาณปลาและสายพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง หายไป ฯลฯ
      
       ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปดูการเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขง พูดคุยกับเกษตรกร ชาวประมงริมแม่น้ำโขง ที่ตำบลเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งการลงพื้นที่ฯครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา “มองกว้าง คิดไกล วิสัยทัศน์เชียงคาน 2580” ระหว่างวันที่ 8-10 ต.ค. 2553 จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อคโฮ (SEI) เทศบาลตำบลเชียงคาน ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START)

       นาย สมจิต คำแสน อายุ 43 ปี ชาวบ้านตำบลเชียงคาน ได้พาผู้สื่อข่าวไปพูดคุยกับเกษตรกรริมแม่น้ำโขง และได้เป็นตัวแทนบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขง และผลกระทบต่อชีวิตเกษตรกรและชาวประมง ได้แก่ การสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งเพื่อป้องกันกระแสน้ำกัดเซาะและดินถล่ม เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลแรงขึ้น ทำให้เกษตรกรที่เคยอาศัยที่ดินริมแม่น้ำโขงทำการเพาะปลูก ต้องเปลี่ยนอาชีพ บ้างรับจ้าง เก็บหน่อไม้ขาย
      
       ส่วนชาวประมงก็จับปลาได้น้อยลง ลดลงราว 30 เปอร์เซนต์ เทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ปลาบางชนิดสูญหายไป อย่าง ปลาบึก ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เป็นต้น สำหรับจำนวนที่ลดลงไปนี้ นายสมจิต บอกว่าเป็นเพราะการจับปลามาก การระเบิดปลา
      
       นอกจากนี้ แม่น้ำโขงบริเวณเชียงคาน ก็เผชิญปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งน้ำท่วม และน้ำลดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในช่วงน้ำลด น้ำในแม่โขงจะลดลงถึง 1-2 เมตร และลดลงอย่างรวดเร็ว ผิดกับเมื่อก่อนที่น้ำจะค่อยๆลดลง เมื่อเกิดน้ำท่วม ก็ท่วมมาก โดยเฉพาะเมื่อเขื่อนจีนปล่อยน้ำมามากก็ท่วมมาก เป็นต้น
      
       นี่คือ ความเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขง ที่ชาวบ้านเชียงคานได้เผชิญกันในปัจจุบัน และทำให้วิถีชีวิต การประกอบอาชีพพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปด้วยไม่มากก็น้อย

       ชี้ปัจจัยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภาคแม่น้ำโขง
      
       สำหรับเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะปรากฎการณ์โขงแล้งครั้งประวัติการณ์ในฤดูแล้งที่ผ่านมา หลายเสียงมุ่งชี้ว่าเป็นเพราะโลกร้อน เขื่อนจีน... แต่จริงๆแล้ว การเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขงมาจากปัจจัยหลากหลายเกินกว่าที่คนทั่วไปรับรู้มาก และแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเองก็ยังไม่อาจรวบรวมข้อมูลเพื่อระบุภาพที่ชัดเจนที่ก่อการเปลี่ยนแปลงฯ นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามสถานการณ์โลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมากกว่า 20 ปี ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้ชี้ว่า “เรามีจุดเปราะบางด้านวิชาการ” ในการรวบรวมและระบุปัจจัยที่ก่อการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคแม่น้ำโขง และปัญหาสำคัญอีกประการคือ ยังไม่มีหน่วยงานไหนสามารถเข้าถึงและพูดคุยกับจีน ซึ่งครองอธิปไตยเหนือที่ราบสูงทิเบต ต้นกำเนิดแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน หรือที่จีนเรียกแม่น้ำหลันชัง* ทั้งยังมีโครงการเขื่อนมากมายบนแม่น้ำโขงตอนบน
      
       ผู้จัดงาน เสวนา “มองกว้าง คิดไกล วิสัยทัศน์เชียงคาน 2580” ก็ได้เชิญ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งปัจจุบันยังได้ผู้อำนวยการ ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ประเด็นที่คนไทยควรรับรู้และให้ความสนใจ” ซึ่งในการบรรยายนี้ได้ระบุถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขง
      
       ดร.อานนท์ กล่าวว่า ระหว่าง 80 ปีมานี้ (1923-2003) ธารน้ำแข็งถาวรของโลกได้หดหายไป 5 กิโลเมตร พื้นที่สะสมหิมะก็เล็กลงไปด้วย และการละลายของน้ำแข็งนี้เอง ก็มีผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน สำหรับปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างขึ้นอยู่กับน้ำสะสม หรือน้ำที่ซึมอยู่ในดิน ขึ้นอยู่กับสิ่งปกคลุมดิน อาทิ ป่าไม้ ตลอดจนการชลประทาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายๆปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีผลถึงน้ำ
      
       การตกและการละลายของหิมะในแต่ละปีนั้น ส่งผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน และอาจส่งผลฯไกลที่สุดมาถึงแม่น้ำโขงตอนล่างถึงเพียงบริเวณเชียงแสน ส่วนในช่วงเดือน พ.ค. ถึงมิ.ย. ปริมาณน้ำก็จะขึ้นอยู่กับฝน
      
       ปรากฎการณ์ปัจจุบัน คือ น้ำในฤดูแล้งน้อยลงจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ส่วนฝนนั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มฝนตกมากในประเทศลาว ซึ่งก็จะส่งผลต่อแม่น้ำโขงในลาว
      
       เขื่อนจีนส่งผลต่อแม่น้ำโขงตอนล่าง อย่างไร แค่ไหน
      
       จากปรากฎการณ์แม่น้ำโขงลดลงมากสุดในรอบ 50 ปี ในช่วงฤดูแล้งต้นปีนี้ หลายฝ่ายได้มุ่งเป้าโจมตีเขื่อนจีน ที่สร้างบนแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน เป็นตัวการส่งผลให้น้ำในแม่น้ำโขงลดลง โดยอ้างถึงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำหลันชัง ซึ่งตามแผนฯ มีโครงการก่อสร้างเขื่อน 8 หลัง โดยปัจจุบันสร้างไว้ถึง 3 เขื่อน คือเขื่อนมั่นวัน (2539) เขื่อนต้าเฉาซัน (2544) เขื่อนจิ่งหง (2552) และเขื่อนเสี่ยววัน (ยังไม่เสร็จ) รวมแล้วสามารถกักเก็บน้ำไว้ในปริมาตรรวมกันมากกว่า 2,900 ล้านลูกบาตรเมตร**
      
       ดร.อานนท์ ชี้ว่าเขื่อนจีนส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงครึ่งหนึ่งเทียบกับผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆทั้งหมด และผลกระทบจากเขื่อนจีนต่อแม่น้ำโขงตอนล่าง ก็มีเป็นช่วงๆเท่านั้น นอกจากนี้เขื่อนจีนจะส่งผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น โดยในช่วงการก่อสร้างเขื่อนระหว่างปีสองปีแรกจะสร้างปัญหามาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องสูบน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำ เมื่อการก่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จ ปัญหาก็จะลดลง
      
       โดยปกติ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงในแต่ละช่วงเวลานั้น แตกต่างกัน น้ำจากการละลายของน้ำแข็งจะส่งผลกระทบในช่วงเดือนพ.ค. -มิ.ย. และฝนฤดูมรสุม จะส่งผลกระทบในเดือน มิ.ย.- ก.ค. เป็นต้น
      
       สำหรับคณะกรรมการแม่น้ำโขง หรือ MRC ประเมินว่า ปริมาณน้ำจากจีนในแม่น้ำโขงมีสัดส่วนโดยเฉลี่ยทั้งปี เท่ากับ 11-14 เปอร์เซนต์

       ดร. อานนท์ มองว่าการที่เขื่อนจีนถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายต่างๆในกรณีน้ำโขงแห้งเป็นประวัติการณ์ในฤดูแล้งที่ผ่านมานั้น เป็นการหยิบยกข้อมูลเพียงส่วนหนึ่ง หรือในจุดที่ได้รับผลกระทบของตนขึ้นมากล่าวอ้างกัน อย่างเช่น ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด ก็หยิบยกปัญหาในพื้นที่ขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่โครงการเขื่อนจีน ขณะที่ชาวบ้านก็ตอบสนองกระแสดังกล่าว
      
       ขณะเดียวกันจีนก็ไม่สร้างความกระจ่างชัดเจน ไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด จีนเปิดเผยข้อมูลเขื่อนบางแห่ง และบางเรื่อง ไม่มีการยืนยันชัดเจนใดๆ ทำให้เกิดข้อสงสัย และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และการประเมินผลกระทบจากเขื่อนจีน บางทีก็ยังต้องใช้ข้อมูลทางอ้อม ดังนั้น ข้อมูลในส่วนของจีนยังมีความคลุมเครืออยู่มาก
      
       ดร.อานนท์ ชี้ว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่อาจเข้าถึงจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือการพัฒนา และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคแม่น้ำโขง อย่างมีประสิทธิผล สำหรับคณะกรรมการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) เป็นองค์กรที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะมีบทบาทและสามารถเข้าหาจีน เพื่อเจรจาความร่วมมือในการพัฒนา และแก้ไขปัญหาฯนั้น แต่ จริงๆแล้วMRC สามารถคุยได้บางส่วนเท่านั้น เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงสุดตลอดจนทุนสนับสนุนขององค์กรล้วนเป็นชาติตะวันตก รวมทั้งญี่ปุ่น จีนมองว่าองค์กรเหล่ามักมีวาระการเมืองแอบแฝง อันรวมถึงเรื่องสิทธิมนุษย์ชน จีนมีท่าทีระมัดระวังชาติตะวันตกมาตลอด ดังนั้น กลุ่มองค์กรรณรงค์ด้านอนุรักษ์แม่น้ำโขงที่มีฝรั่งให้การสนับสนุน ทั้งMRC ,SUMMERNET, M POWER จะไม่อาจผลักดันความร่วมมือกับจีนได้
      
       ในกลุ่มสมาชิกคณะกรรมการแม่น้ำโขง ขณะนี้ มีลาว และเวียดนาม ที่มีหน่วยงานระดับกรมที่จะประประสานงานกับ MRC ส่วนประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกใน MRC ก็เป็นไปตามมารยาท นอกจากนี้ไทยยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในแม่น้ำโขงอย่างจริงจังเลย
      
       ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขงขณะนี้ มีข้อเสียอยู่ที่ตัวองค์กรอย่าง MRC ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และที่สำคัญยังมีจุดเปราะบางด้านวิชาการ สำหรับการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คือประเทศริมแม่น้ำโขง ทั้ง ไทย จีน ลาว เวียดนาม เขมร ต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิธีคิดเก่าๆ เปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำงาน โดยจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ที่มุ่งทำงานภายในภูมิภาคจริงๆ เพื่อศึกษาข้อมูลความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการเข้าไปพูดคุยกับนักวิชาการและร่วมศึกษาข้อมูลในจีน ทั้งเรื่องเขื่อน และความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศบริเวณที่ราบสูงทิเบต
      
       *แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ไหลผ่านมณฑลอวิ๋นหนันในประเทศจีน แม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีนซึ่งจีนเรียกแม่น้ำหลันชัง มีความยาวประมาณ 2,139 กิโลเมตร จากนั้นก็ไหลเข้าสู่ พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม รวมความยาวแม่น้ำโขงทั้งหมด ราว 4,909 กิโลเมตร อ้างจาก Mekong,Wikipedia, 18 ต.ค. 2553.
      
       **อ้างจากบทความ "โขงแล้ง ระแวงจีน! อคติหรือข้อเท็จจริง",เอเอสทีวีผู้จัดการออน์ไลน์,26 มีนาคม 2553.

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000146743