จี้รอบคอบลงทุนเขื่อนเพื่อนบ้าน

โพสต์ทูเดย์ 16 ตุลาคม 2556

เอ็นจีโอหวั่นลงทุนเขื่อนเพื่อนบ้านไม่สนสิ่งแวดล้อมกระทบสัมพันธ์ประเทศ  ชี้จีนโดนต้านหลังฝืนเดินหน้า

นายวิฑูรย์  เพิ่มพงศาเจริญ  ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง  (MEE Net)  เปิดเผยว่า  การเข้าไปร่วมลงทุนโครงการสร้างเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน  เช่น  พม่า  ของภาครัฐ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  (กฟผ.)  นั้น  อาจนำมาซึ่งปัญหาบานปลายในภายหลัง  โดยเฉพาะหากไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ตลอดจนประโยชน์และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่

“บริเวณที่ต้องการจะสร้างเขื่อนสาละวินและทวายนั้นเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์  เดิมทีกลุ่มนี้กับพม่าก็มีปัญหาไม่ลงตัวกันอยู่แล้ว  หากเราเข้าไปโดยที่ความขัดแย้งไม่ทันยุติอาจนำไปสู่ปัญหาระดับชาติ  และกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศในที่สุด”  นายวิฑูรย์กล่าว

ทั้งนี้  มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดแล้วจากการที่จีนพยายามดึงดันลงทุนสร้างเขื่อนมิดโซนในพม่า  ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านจีนขึ้นในพม่าอย่างกว้างขวาง

ขณะที่ไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องสนับสนุนเพื่อนบ้านสร้างเขื่อนเพื่อซื้อไฟฟ้าเข้ามาใช้  เนื่องจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าในไทยขณะนี้ถูกกระตุ้นให้ใช้เกินความต้องการจริง  เช่น  พื้นที่  1  ตร.ม.  ในห้างสรรพสินค้า  มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงประมาณ  100  กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง  แต่ปัจจุบันใช้กันอยู่ที่  500  กิโลวัตต์ต่อชัวโมง  สูงเกินจริงถึง  5  เท่า  จึงควรกลับมากระตุ้นเรื่องการประหยัดพลังงานมากกว่า

ด้านนายสมชาย  หอมลออ  กรรมการปฏิรูปกฎหมาย  กล่าวว่า  องค์กรส่วนใหญ่ที่เข้าไปลงทุนสาธารณูปโภคในประเทศเพื่อนบ้านคือองค์กรรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ  จึงควรใส่ใจมาตรฐานและรายละเอียดต่าง ๆ ให้มากขึ้น  ไม่ใช่ตามใจผู้เกี่ยวข้อง  เพราะมาตรฐานนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในระยะยาว

นอกจากนี้  ควรออกกฎหมายควบคุมองค์กรที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ  หากกระทำความผิดในต่างประเทศให้สามารถยื่นฟ้องศาลในประเทศได้  ขณะที่ปัจจุบันผู้ที่เข้าไปลงทุนใหญ่ด้านพลังงานในพม่า  คือ  ไทยและจีน  โดยทำสัญญากับพม่าเพื่อให้ส่งออกไฟฟ้ากลับมาขายแก่ทั้งสองประเทศ