สี่พันดอน: วิถีประมงเก่าแก่บนเส้นด้าย

ไทยโพสต์ 2 พฤศจิกายน 2556

“ปลาใหญ่... ปลาใหญ่... ปลาใหญ่”
    เสียงตะโกนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ที่บ้านพ่อขัน ผู้ใหญ่บ้านหางสะดำ ไม่ถึงนาที พร้าว เด็กหนุ่มก็วิ่งมาถึงรั้วบ้านที่ล้อมรอบด้วยทุ่งนาเขียวขจี พร้าวที่ยังตื่นเต้นไม่หาย พยายามรวบรวมสติเล่าว่า เขาเห็นปลาตัวใหญ่ตกลงในหลี่ คล้อยหลังไม่นานชาย 5 คนพร้อมด้วยเรือเครื่องต้องใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงกว่าจะเอาปลาตัวนี้ออกจากหลี่ที่อยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากของ ฮูสะโฮงได้
    เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านแห่กันมาดูปลา มันคือปลาบึกซึ่งมีน้ำหนักราว 150 กิโลกรัม ในช่วงเวลา 2 วันที่ปลายังมีชีวิตอยู่แต่อ่อนแรงเต็มที ชาวบ้านพากันมาลูบคลำ บ้างลองยกปลาเพื่อคะเนน้ำหนัก ต่อมาเมื่อปลาตัวนี้ตายลง มันถูกนำไปแล่เพื่อแบ่งกันในหมู่บ้านหางสะดำ ปลาบึกเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตามสถิติปลาบึกที่จับได้ในอำเภอเชียงของ จังหวัดเลย เมื่อปี พ.ศ. 2548 มีน้ำหนักถึง 293 กิโลกรัม และยาวร่วม 3 เมตร
    ที่สำคัญปลาบึกเป็นปลาที่พบได้เฉพาะในแม่น้ำโขงเท่านั้น โดยพบตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงเวียดนาม เป็นปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพราะสูญเสียถิ่นอาศัยและการล่าเป็นอาหาร แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะพันธุ์ปลามากที่สุด สายหนึ่งของโลก เป็นรองก็แต่แม่น้ำแอมะซอนเท่านั้น
    หลายเดือนผ่านไปหลังฤดูฝน เมื่อน้ำเต็มฝั่งในเทศกาลออกพรรษา ชาวบ้านสี่พันดอนร่วมกันจัดประเพณีไหลเรือไฟ เริ่มจากการทำบุญที่วัดในตอนเช้า แต่ช่วงสำคัญอยู่ที่ตอนกลางคืน แต่ละหมู่บ้านจะจัดเรือไฟของตัวเองเพื่อประกวดประชันความสวยงาม พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันประดิษฐ์เรือไฟ ตัวเรือทำจากต้นกล้วยเพื่อให้ลอยน้ำได้ แล้วขึ้นโครงเป็นรูปต่างๆ ตามต้องการด้วยไม้ไผ่ ส่วนแสงไฟเกิดจากขี้ไต้หรือเทียนที่มัดไว้ตามโครง บางหมู่บ้านอาจสร้างมากถึง 3 ลำหากเป็นหมู่บ้านใหญ่ๆ
    ตกพลบค่ำ แสงแพรวพราวของเรือไฟสว่างไสวไปทั่วลำน้ำหลายสายในสี่พันดอน อย่างเช่นที่บ้านหางคอนและหางสะดำ ที่นี่เรือไฟแล่นจากหางดอนคอน ผ่านท่าน้ำหน้าหมู่บ้านหางคอน และบ้านหางสะดำเป็นที่งดงามยิ่งนัก ปีนี้เรือไฟมีทั้งรูปพญานาคยอดนิยมและรูปเรือ เมื่อเรือชุดสุดท้ายแล่นผ่านไป ความมืดมิดก็กลับมาเยือน มีเพียงแสงจันทร์บางๆ และแสงตะเกียงริบหรี่ วิถีชีวิตเรียบง่ายและวัฒนธรรมอันเหนียวแน่นเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกนาน เท่าไรเราไม่อาจล่วงรู้
    ขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 หรือวันมาฆบูชา ในโบสถ์ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายและเปิดโล่งทั้ง 4 ด้าน ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับลมเย็นๆ ที่พัดมาจากวังปลาข่า คนลาวทุกเพศทุกวัยทั้งหมู่บ้านมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อพิธีสำคัญใน วันนี้ แต่ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าผู้แก่จะมีจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ขณะที่พระเริ่มสวดแล้ว แต่ยังมีคนเข้าสู่เดินเข้าสู่โบสถ์อย่างไม่ขาดสาย แม้ว่าคนหนุ่มๆ จะดูบางตาไปสักหน่อย นั่นเป็นเพราะคนหนุ่มส่วนใหญ่ต้องคอยเฝ้าอู่จับปลาในแก่งของฮูสะโฮง ช่วงเวลานี้เป็นฤดูการอพยพของฝูงปลาสร้อย ปลาแตบ เพื่อไปวางไข่ตอนเหนือของสี่พันดอน
    ปลาสร้อยจัดว่ามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวลาวมาก เพราะเป็นปลาที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นปลาร้ามากที่สุด และปลาร้าก็ถือเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของอาหารลาว สี่พันดอนเป็นแหล่งจับปลาสร้อยที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของลาว หลังจากพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้นลง ผู้เฒ่าผู้แก่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในโบสถ์ ขณะที่เด็กๆ วิ่งเล่นกันบนลานวัด หมู่บ้านหางสะดำไม่แตกต่างจากหมู่บ้านลาวทั่วไปที่ศาสนาพุทธยังคงมีบทบาท สำคัญต่อวิถีชีวิต แม้จะผ่านการปกครองในระบอบสังคมนิยมมากว่า 30 ปี หากจะมีสิ่งที่แตกต่างจากหมู่บ้านลาวริมฝั่งโขงทั่วไปบ้าง ก็คงจะเป็นอาชีพหลักอย่างการจับปลาอันเป็นแหล่งที่มาของรายได้อันดับหนึ่ง และดูจะมีความสำคัญมากกว่าการปลูกข้าวเสียอีก ปลาเป็นสินค้าหลักของสี่พันดอน ทั้งส่งขายเพื่อบริโภคภายในประเทศ โดยมีปากเซและเวียงจันทน์เป็นตลาดหลัก ส่วนปลาที่มีราคาสูงจำพวกปลาหนัง เช่น ปลานาง ปลาคัง มักถูกจับจองไว้ขายให้ลูกค้าชาวไทย โดยนำเข้าผ่านด่านช่องเม็กเพื่อนำไปขายต่อให้ภัตตาคารในจังหวัดอุบลราชธานี
    ภายในโบสถ์ พ่อขัน ผู้ใหญ่บ้านหางสะดำ พูดคุยกับกลุ่มผู้เฒ่าของหมู่บ้าน ที่เริ่มเป็นห่วงว่านับวันคนหนุ่มสาวจะจากหมู่บ้านไปทำงานที่เมืองอื่น โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าหากเทียบกับถิ่นฐานอื่นในลาวด้วยกันแล้ว หนุ่มสาวสี่พันดอนตอนล่าง เช่น ดอนเดด ดอนคอน ดอนสะดำ และดอนสะโฮง ยังประกอบอาชีพอยู่ในหมู่บ้านมากกว่าที่อื่น นั่นเป็นเพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจับปลายังทำรายได้ค่อนข้างดี อยู่ แต่ทุกปีที่ผ่านไปจำนวนหนุ่มสาวที่จากหมู่บ้านกลับเพิ่มขึ้นเป็นก้าวกระโดด อาจเป็นเพราะความต้องการรายได้มากขึ้นเพื่อสนองความต้องการสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทัศน์ รวมไปถึงการสร้างบ้านหลังใหม่ และคนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็มีความฝันส่วนตัวที่อยากจะเห็นเมืองใหญ่อันมีสิ่ง เย้ายวนมากมายอย่างกรุงเทพฯ ทว่าในอีกด้านหนึ่งชาวสี่พันดอนที่ยังคงอาศัยการจับปลาเป็นรายได้หลัก ก็หนีไม่พ้นการดำเนินชีวิตตอบสนองระบบการตลาดแบบตะวันตกที่เน้นการผลิตเพื่อ สังคมบริโภค พวกเขาจึงต้องจับปลาให้ได้มากขึ้นตามความต้องการของตลาด ทุกวันนี้กับดักปลามีจำนวนมากขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและขนาด และเริ่มมีการนำวิธีการจับปลาสมัยใหม่มาใช้ ทั้งหมดนี้สวนทางกลับจำนวนปลาที่มีแต่จะที่ลดลง
    ล่าสุด รัฐบาลลาวประกาศเริ่มก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะกั้นระหว่างดอนสะโฮงและดอนสะดำ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้า 260 เมกะวัตต์ ทางการลาวอ้างว่าเขื่อนนี้ไม่อยู่ในแม่น้ำโขงสายหลักจึงมีผลกระทบไม่มากนัก แต่นักอนุรักษ์แย้งว่า ฮูสะโฮงเป็นทางน้ำสำคัญเนื่องจากเป็นช่องทางเดียวที่ปลาทุกชนิดสามารถว่าย ขึ้นลงได้ ต่างจากฮูอื่นๆ ที่สูงชันเกินไป หากปิดกั้นทางน้ำนี้แล้ว การขยายพันธุ์ของปลาอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทว่ากรณีนี้ก็ไม่ต่างจากการเดินหน้าสร้างเขื่อนไซยบุรีที่เกิดขึ้นท่ามกลาง เสียงคัดค้าน ทั้งจากประเทศปลายน้ำและองค์กรอนุรักษ์ อีกทั้งการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้มักมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาเกี่ยว ข้องโดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน ความที่ไม่ใช่ภาครัฐ บริษัทเหล่านี้จึงไม่จ