ทุนไทย-ไฟฟ้าพม่า จริยธรรมสิ่งแวดล้อม

ข่าวสด 20 ธันวาคม 2556

รายงานพิเศษ โดย พงษ์ผกา ภวภูตานนท์ฯ

งานประชุม "ทุนไทย ไฟฟ้าพม่า จริยธรรมกับความรับผิดชอบ เขื่อนสาละวิน ถ่านหินทวาย และมาย-กก" ที่เพิ่งผ่านมาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ และภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบแนวคิด กระบวนการลงทุน และคิดค้นมาตรการคุ้มครองชุมชน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า ที่กำลังจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2557 และการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558

จึงเป็นโอกาสดีที่สังคมไทยจะได้พัฒนามาตรฐานการลงทุนข้ามแดน ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับอาเซียน เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าการลงทุนนั้นๆ มิได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิงกับนักลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมอย่างแท้จริง

เพราะในขณะ นี้มีกลุ่มทุนของไทยเข้าร่วมลงทุนโครงการเกี่ยวกับไฟฟ้าในพม่าอยู่ 3 โครงการใหญ่ คือ 1.เขื่อนสาละวิน โดยแม่น้ำสาละวินตอนล่างในเขตพื้นที่พม่า มีแผนก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำรวม 6 เขื่อน

มีนักลงทุนจากจีน พม่า ไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าจากไทยคือ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีแผนลงทุน 5 ปี (2556-2560) โดยจะรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนฮัตจี และเขื่อนท่าซาง และมีแผนที่จะนำไฟฟ้าจาก 2 เขื่อนนี้เข้าระบบเครือข่ายพลังงานของอาเซียน ผ่านโครงข่ายสายส่งของประเทศไทย

สำหรับเขื่อนฮัตจี ฐานการสร้างอยู่ที่รัฐกะเหรี่ยง ผลิตไฟฟ้า 1,360 เมกะวัตต์ต่อวัน มี กฟผ.อินเตอร์ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 36.5 มีแผนผลิตไฟฟ้าขายให้ไทยในปี 2566 แต่ยังติดปัญหาการสู้รบของชนกลุ่มน้อยภายในพื้นที่ จึงทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ได้

ขณะที่เขื่อนมายตง หรือเขื่อนท่าซาง อยู่ที่รัฐฉาน ผลิตไฟฟ้า 7,110 เมกะวัตต์ต่อวัน โดยมี กฟผ.อินเตอร์ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 56.5 ร่วมกับผู้ถือหุ้นจากจีนและพม่า คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินโครงการ 12 ปี

แถลงการณ์ของชุมชนแม่น้ำสาละวินระบุว่า เขื่อนมีความสูง 228 เมตร ถือเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะทำให้เกิดน้ำท่วมประมาณ 900 ตร.ก.ม. ท่วมบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาของประชาชนกว่า 12,000 คน

อีกทั้งกองทัพพม่ายังใช้กำลังข่มขู่ชาวพม่ากว่า 300,000 คน ย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อตัดช่องส่งเสบียงให้กองกำลังต่อต้านรัฐบาล และเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับสร้างเขื่อน เป็นเรื่องที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับข้อมูลโครงการ และผลกระทบที่มีต่อกระแสน้ำ การประมง และเกษตรกรรม รวมทั้งอันตรายจากกรณีเขื่อนแตก

"ข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพยากรเป็น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของชาติพันธุ์ในพม่า แต่ไทยยังคงเดินหน้าซื้อแม่น้ำไปจากเรา โดยไม่รอให้นำปัญหาเข้าสู่กระบวน การเจรจา ยิ่งส่งผลให้เกิดสงครามอย่างต่อเนื่อง ถ้าปล่อยให้โครงการสาละวินดำเนินต่อไปก็ยิ่งทำให้มีผู้ลี้ภัยไหลเข้าไทยมาก ขึ้น เพราะไม่สามารถกลับมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเกิดได้" นางคำแล้ง ชาวพม่าจากกลุ่มรักสาละวิน ร่วมให้ข้อมูล

2.โรงไฟฟ้าถ่านหินมาย-กก บริษัท อิตาเลียนไทย เพาเวอร์ จำกัด ได้รับสัมปทานให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เมืองก๊ก รัฐฉาน เป็นพื้นที่ต้นแม่น้ำกก ที่ไหลเข้าสู่ไทยผ่าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ผลิตไฟฟ้า 405 เมกะวัตต์ต่อวัน

โดย กฟผ.ลงนามความเข้าใจรับซื้อไฟฟ้า 369 เมกะวัตต์ กับอิตาเลียนไทย มีแผนจะสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ มายังชายแดนไทย เชื่อมไปยังสถานีไฟฟ้าเชียงราย ที่ได้รับอนุมัติงบฯ จาก ครม.เมื่อปี 2554 เป็นจำนวน 2,470 ล้านบาท ให้ กฟผ.สร้างสายส่งไฟฟ้า

ด้านกลุ่มรักษ์เมืองก๊กออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลพม่าเพิ่มทหารขับไล่ชาวบ้านไปยังพื้นที่จัดสรรแห่งใหม่ ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก การขุดเหมืองและระบบของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฝุ่นละอองจากถ่านหินที่ฟุ้งกระจายสู่ระบบทางเดินหายใจ

รวมทั้งน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดฝนกรด สร้างความเสียหายให้กับพืชผลการเกษตร อีกทั้งสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาดกว้าง 40 เมตร จะเป็นเหตุให้ต้องสูญเนื้อที่ตั้งบ้านเรือน ที่ทำกิน และป่าไม้หลายพันไร่ในพม่าและไทย

3.โรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย ภายใต้โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย ให้กำลังผลิตไฟฟ้า 1,800-4,000 เมกะวัตต์ต่อวัน มีฐานการสร้างอยู่ที่แคว้นตะนาวศรี

เมื่อเดือน ม.ค.2555 กระทรวงพลังงานพม่าประกาศยกเลิกโครงการโรงงานไฟฟ้าถ่านหินในเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย โดยอ้างปัญหาสภาพแวดล้อม และระบุว่าการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากการรับฟังเสียงประชาชน

แต่ล่าสุดรัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการต่อ โดยเสนอให้บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง หรือเอ็กโก้ บริษัทลูกของ กฟผ.เข้าไปลงทุนก่อน กระทั่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกฟผ. ลงพื้นที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ทวาย รวมทั้งเสนอทางเลือกโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ทว่าจนถึงขณะนี้ยังมิได้เปิดเผยข้อมูลชัดเจนว่ามีข้อสรุปเช่นใด

ส่วนหนังสือพิมพ์เมียนมาร์ ไทม์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงพลังงานพม่าระบุว่า ทาง การพม่าจะตรวจสอบทุกขั้นตอนหากมีการเซ็นเอ็มโอยู ทั้งยืนยันว่าหากชาวบ้านไม่พอใจ ก็จะดำเนินโครงการต่อไปไม่ได้

เมื่อปลายเดือนมิ.ย.2556 องค์กรภาคประชาชนของพม่าร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยระบุถึงผลเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม และกระทบถึงผลเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนพม่า ที่ขัดแย้งกับเป้าหมายของพม่าในการมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

การที่จะเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ควรคำนึงถึงแต่เรื่อง เศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การที่สังคมไทยไม่มีกลไกการตรวจสอบชัดเจน ถึงความจำเป็นในการลงทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าในพม่า

ดังนั้น จะทำเช่นไรให้เกิดการจัดการทางเศรษฐกิจโดยยึดหลักพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ให้เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่การแข่งขันกันเอง

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE56VTJPVEkwTUE9...§ionid=