เราไม่เอาเขื่อนแม่น้ำโขงเราต้องการปลาและวิถีชีวิตคืน

29 กันยายน 2557 | หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

Source: http://www.ryt9.com/s/bmnd/1995434

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากการพบปะกันสามวันริมฝั่งน้ำมูลระหว่างตัวแทนคนหาปลาจากทะเลสาบเขมร และริมน้ำโขงของไทยและกัมพูชา โดยการเป็นเจ้าภาพของชุมชนประมงที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ตัวแทนคนหาปลาประกาศ "เราไม่เอาเขื่อนแม่น้ำโขง" และแสดงจุดยืนการต่อสู้ร่วมกันวันนี้ที่ศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากจับปลา ผมไม่รู้จักวิธีหากินอื่นใดในชีวิต ถ้าไม่มีปลาแล้ว ชีวิตของพวกเราก็เท่ากับจบสิ้น "ลอง โสแจ้ด" ประธานเครือข่ายประมงชุมชนทะเลสาบเขมร กล่าวในการเสวนาและแถลงข่าว "ทะเลสาบเขมรเลี้ยงคน 4 ล้านคน ในพื้นที่ ด้วยปลาประมาณ 368,000 ตัน ที่จับได้ต่อปี ถ้าแม่น้ำโขงถูกปิดกั้น ทั้งน้ำ ทั้งปลาจากแม่น้ำโขงจะไม่เข้ามาหล่อเลี้ยง ทะเลสาบไม่เป็นทะเลสาบอีกต่อไป เราต้องการปลา ไม่ต้องการไฟฟ้า เพราะฉะนั้นขอเรียกร้องให้ใครก็ตามที่ต้องการสร้างเขื่อน จงหยุดการกระทำนั้นเสีย"

"เขื่อนปากมูลไม่ได้เอาไปแค่ปลา แต่เอาวิถีชีวิตและชุมชนของเราไปด้วย ในอดีต มิตรสหายญาติพี่น้องของเรามาเยี่ยมเยียนทุกปีเพื่อเอาข้าวและอื่นๆ มาแลกปลา ทุกวันนี้ไม่มีใครมาหาเราเพราะเราไม่มีปลาอีกแล้ว เราไม่มีอะไรจะแบ่งปันกันอีกแล้ว" สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนและแกนนำชาวบ้านปากมูลชี้ชัดในช่วงการอภิปราย พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านปากมูลต้องสู้กับเขื่อนแม่น้ำโขง

เราต้องเจรจาต่อรองทุกปีให้รัฐบาลเปิดประตูเขื่อนปากมูลให้ปลากลับมาในแม่น้ำมูล แต่ถ้าเกิดเขื่อนดอนสะโฮงกั้นโขง จะไม่มีปลาเข้ามาในลำน้ำมูลอยู่ดี หมายความว่าที่เราสู้กันมา 26 ปี ตลอด 17 รัฐบาลก็เป็นความล้มเหลวทั้งหมด แล้วเราจะหยุดสู้เขื่อนได้อย่างไร

แถลงการณ์ที่ประชาชนออกร่วมกัน มีประเด็นหลักคือการเรียกร้องให้หยุดเขื่อนแม่น้ำโขงทั้งหมด ดังที่ระบุไว้ในตอนหนึ่งว่า "รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่และโดยทันทีเพื่อหยุดเขื่อนทั้งหมดในลุ่มน้ำโขง" ทั้งนี้ รัฐบาลลาวเป็นเป้าหมายสำคัญในการวิพากษ์ของกลุ่มประชาชน "รัฐบาลลาวต้องทบทวนการตัดสินใจเรื่องการสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง และต้องอำนวยให้มีการจัดการทำการศึกษาข้ามพรมแดนอย่างชัดเจนโดยทันที (โดย) ประชาชนจากชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน" แถลงการณ์ระบุ

การพบกันระหว่างตัวแทน 2 ประเทศที่เขื่อนปากมูลนับเป็นครั้งแรก ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนชาวประมงยืนยันความทุกข์ที่มีร่วมกัน และพันธสัญญาในการทำงานร่วมกัน

"พวกเราอยากบอกนักสร้างเขื่อนว่าท่านกำลังสร้างบนคราบน้ำตาของเรา ผมได้มีโอกาสไปเห็นเขื่อนปากมูลและพูดคุยกับพี่น้อง แล้วได้เข้าใจว่าเขื่อนมันทำลายชีวิตเราได้ถึงเพียงใด" สมอาดจากทะเลสาบเขมรพูดถึงความรู้สึก

"เราเชื่อว่าชาวประมงลุ่มน้ำโขงและทะเลสาบ บัดนี้ได้รวมตัวกันแล้ว และเรามีสัญญาต่อกันว่าจะไม่หยุดสู้จนได้เห็นผล" ลอง โสแจ้ด ชาวประมงจากกัมพูชากล่าวยืนยันในท้ายที่สุด
จม.ถึงนายกรัฐมนตรี

เราพันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง (Save the Mekong Coalition) ประสงค์จะแสดงความกังวลของเราต่อกระบวนการตัดสินใจว่าด้วยเรื่องเขื่อนดอนสะโฮงทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ข้อกังวลหลักของเราเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ในขณะนี้ รัฐบาล สปป.ลาว เสนอให้นำโครงการเขื่อนดอนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement : PNPCA) โดยเรามีความกังวลว่า กระบวนการ PNPCA ของโครงการเขื่อนดอนสะโฮง จะไม่สามารถดำเนินการให้เป็นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมได้จริง อีกทั้งโครงการนี้ยังถูกกำหนดให้ดำเนินรอยตามเส้นทางอันตรายเฉกเช่นเดียวกับโครงการเขื่อนไซยะบุรี อันจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อแม่น้ำโขงและประชาชนริมฝั่งแม่น้ำ

การศึกษามากมายชี้ว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ผลกระทบอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นต่อพันธุ์ปลาและการอพยพของปลาแม่น้ำโขงตลอดทั้งลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง สิ่งนี้จะคุกคามความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของประชาชนหลายล้านคน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคจากความตึงเครียดที่จะเพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาล เนื่องจากความล้มเหลวของความร่วมมือระดับภูมิภาค สปป.ลาว ยังคงยืนยันที่จะดำเนินการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงต่อไป แม้จะมีการเสนอให้โครงการนี้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า สปป.ลาว ตั้งใจที่จะดำเนินการพัฒนาโครงการต่อไป

จนถึงขณะนี้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีนั้นล้มเหลว เนื่องจากเป็นการปรึกษาหารือที่จำกัดทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่รับฟังความคิดเห็นที่มีนัยสำคัญ อันรวมไปถึงเสียงจากชุมชนท้องถิ่นในประเทศกัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนามด้วย ในขณะที่หลายกลุ่มในประเทศเวียดนามและกัมพูชาได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมดังกล่าว ชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยมีการ "ปรึกษาหารือ" ในการประชุมครั้งใดที่จัดขึ้นในประเทศไทย และได้รับเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ชาวบ้านเชื่อว่ากระบวนการ PNPCA ไม่มีความชอบธรรมและจะยังคงยืนยันว่า "ไม่เอา" เขื่อนไซยะบุรีต่อไป