'ปลา'ราคาพุ่ง 300% ...ภัยเขื่อนจีน'ยักษ์แม่น้ำโขง'

29 กันยายน 2557 | คมชัดลึก

Source: http://www.komchadluek.net/detail/20140929/193018.html

ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่เย็นวันที่ 17 กันยายน จนถึงรุ่งเช้า ชาวบ้านแม่สาย จ.เชียงราย ตื่นนอนขึ้นมาเห็นน้ำเอ่อล้นเข้าใต้เตียง...เจ้าของร้านค้าตลาดพรมแดนไทย-พม่า เพ่งมองสินค้าจมน้ำด้วยความเสียใจและเสียดาย...

แม้วันนี้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ชาวบ้านกว่า 1,500 คน จาก 9 หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ริม "แม่น้ำสาย" ยังนอนหลับไม่สนิทนัก เพราะรู้ดีว่า มรสุมลูกใหม่กำลังจะพัดผ่านเข้ามา ประกอบกับข่าวลือเรื่องเขื่อนจีนจากแม่น้ำโขงอาจปล่อยน้ำมาซ้ำเติม !?!

ครูตี๋ หรือ “นิวัฒน์ ร้อยแก้ว” ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ ให้ข้อมูลว่า ในอดีตปริมาณน้ำชายแดนไทย-พม่านั้น จะไม่ผันผวนขึ้นเร็วลงเร็วเหมือนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชาวบ้านจะคาดการณ์ได้ถูกจากระดับน้ำที่ริมฝั่งตลิ่งของแม่น้ำ และส่วนใหญ่รู้ดีว่า ช่วงไหนน้ำจะหลากหรือน้ำเหือดแห้งตามกลไกธรรมชาติ

"ตั้งแต่จีนสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ายักษ์ใหญ่หลายแห่ง มาขวางกั้นแม่น้ำโขงด้านบน พวกเราที่อาศัยอยู่ข้างล่างก็มีชีวิตไม่เหมือนเดิม ไม่รู้เมื่อไรจีนจะสั่งให้ปล่อยน้ำหรือจะสั่งให้เก็บน้ำ บางเดือนฝนไม่ตกแต่มีน้ำท่วม ภัยแล้งเกิดได้ทุกฤดู"

ครูตี๋สรุปปัญหาที่ชาวบ้านต้องเผชิญให้ฟังว่า มี 4 เรื่องใหญ่ คือ ภัยแล้งภัยท่วม, การกัดเซาะชายฝั่ง, สันดอนแม่น้ำที่เปลี่ยนไป และระบบนิเวศ ทำให้กุ้งปลาที่เคยมีให้จับกินจับขายตลอดปีลดหายไป สัตว์น้ำเหล่านี้เป็นอาหารสำคัญของทุกครัวเรือน ทุกวันนี้อย่าคิดเรื่องจับขายเลย แม้กระทั่งจับกินยังหายาก ปลาหลายสายพันธุ์หายสาบสูญไปจากแม่น้ำโขง

"นักวิชาการบอกว่า แม่น้ำโขงมีปลาไม่น้อยกว่า 1,300 ชนิด เฉพาะแถวเชียงรายพวกเราจับปลาได้ไม่ต่ำกว่า 100 ชนิด แต่หลังจากจีนค่อยๆ สร้างเขื่อนปิดลำน้ำ ปลาลดน้อยลงเรื่อยๆ แค่เปรียบเทียบ 10 ปีที่แล้วกับตอนนี้ ปลาเหลือไม่ถึง 30-40 ชนิด ราคาแพงมาก เช่น ปลากาดำแต่ก่อนโลละ 80 บาท ตอนนี้ 250 บาท หรือ พวกตระกูลปลาหนัง แต่ก่อน 150 บาท เดี๋ยวนี้ขายกัน 350 บาท ไม่ได้หาจับกันง่ายๆ แล้ว อยากให้ทุกฝ่ายมาคุยกันว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง" ครูตี๋ กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

ทั้งนี้ แผนการสร้างเขื่อนยักษ์ผลิตไฟฟ้าของจีนในลุ่มแม่น้ำโขงนั้น ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว 6 เขื่อน และมีอีก 20 เขื่อน อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือมีโครงการว่าจะก่อสร้าง...6 เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้ว ได้แก่ เขื่อนกอนกัวเคียว เขื่อนเชี่ยวหวาน เขื่อนมานวาน เขื่อนต้าเฉาชาน เขื่อนนั่วจาตู้ และเขื่อนจิงหง

สำหรับเขื่อนที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุดคือ "เขื่อนจิงหง" ห่างจาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ไปเพียง 340 กิโลเมตร มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์ ถือเป็นเขื่อนขนาดกลาง ความสูงประมาณ 118 เมตร มีกำลังผลิตมากกว่า 2 เท่า หากเทียบกับเขื่อนภูมิพล ที่ผลิตไฟฟ้าได้ 780 เมกะวัตต์ และถ้าเปรียบเทียบกับเขื่อนที่อยู่ถัดขึ้นไปจะยิ่งน่าเป็นห่วงมากกว่า นั่นคือ "เขื่อนนั่วจาตู้" สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 5,500 เมกะวัตต์ ความสูง 254 เมตร หมายความว่า ถ้าช่วงไหนที่เขื่อนนั่วจาตู้กักเก็บน้ำไว้ จะไม่มีน้ำลงมาที่เขื่อนจิงหง ส่งผลกระทบให้น้ำแห้งเหือดที่ริมฝั่งโขงของไทยด้วย แต่ถ้าคราใดที่เขื่อนนั่วจาตู้มีน้ำล้นทะลัก ต้องปล่อยออกมา พวกเราต้องรับผลกระทบไปด้วย เพราะเขื่อนจิงหงต้องรีบระบายน้ำตามเช่นกัน

ดังกรณีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17-18 กันยายน ที่ผ่านมา น้ำจากเขื่อนจิงหงถูกปล่อยออกมา 2,200 ลบ.ม./วินาที จากปกติปล่อยออกมาเพียง 1,200 ลบ.ม./วินาที เป็นช่วงเวลาเดียวกับค่ำคืนที่ "แม่น้ำสาย" ท่วมล้นตลิ่ง !?! ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณน้ำส่วนนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่ รู้เพียงว่าแม่น้ำสายมีส่วนไหลผ่านเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงแน่นอน

สิ่งเดียวที่ชาวบ้านทำได้คือ พยายามขอให้ฝ่ายรัฐบาลไทยเชื่อมโยงข้อมูลกับฝ่ายจีน โดยเฉพาะแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงส่วนบนและส่วนล่าง แต่ดูเหมือนไม่มีหน่วยงานรัฐไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการประสานงาน

ดังนั้นวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ต้องออกมาเคลื่อนไหวส่งจดหมายโดยตรงไปยัง "ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง" ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วยสำเนาถึง "บริษัทไฮโดรลานชาง" เจ้าของเขื่อนผลิตไฟฟ้าดังกล่าว โดยเนื้อในจดหมายสรุปได้ว่า

"ขอให้จีนเปิดเผยข้อมูลเขื่อนบนแม่น้ำโขง-แม่น้ำล้านช้าง และระงับโครงการเขื่อนที่ยังไม่ก่อสร้างเพื่อศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน เนื่องจากแม่น้ำโขงไหลจากจีนลงสู่ 5 ประเทศทางท้ายน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรหล่อเลี้ยงประชาชนอย่างน้อย 60 ล้านคน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ การประมง คมนาคม แหล่งรายได้ และแหล่งวัฒนธรรมของภูมิภาค

นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนมานวานแห่งแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้วกั้นแม่น้ำโขงตอนบนในมณฑลยูนนาน ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงทั้งลาวไทยต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้น-ลง ของระดับน้ำที่ผิดไปจากวัฏจักรธรรมชาติ 

เช่น ระดับน้ำโขงที่ จ.เชียงราย ขึ้น-ลง สูงถึง 3 เมตรภายใน 1 สัปดาห์ หรือบางครั้งหลายสิบเซนติเมตรภายในเวลาเพียงวันเดียว สิ่งนี้เรายืนยันได้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เกิดขึ้นหลังจากมีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบน

เครือข่ายจึงขอให้ท่านเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ปริมาณน้ำในเขื่อน ปริมาณการปล่อยน้ำออกจากเขื่อน และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้แก่รัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างทั้ง 5 ประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสของข้อมูล นำไปสู่การพัฒนาระบบการสื่อสารเพื่อเตือนภัยและป้องกันความเสียหายแก่ประชาชนที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับเขื่อนอื่นๆ ที่กำลังก่อสร้าง หรือวางแผนก่อสร้าง ขอให้ท่านหยุดโครงการทั้งหมด และดำเนินการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน โดยเป็นการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์สำหรับเขื่อนชุดทั้งหมดที่สร้างบนแม่น้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบด้านอุทกวิทยา ปริมาณการไหลของน้ำ ตะกอนแร่ธาตุ การอพยพของปลา เพื่อให้เกิดการพิจารณาโครงการเขื่อนบนฐานของการใช้แม่น้ำร่วมกันอย่างยั่งยืนและสันติ พร้อมทั้งหามาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นสำหรับเขื่อนที่สร้างแล้ว"

ขณะนี้ไม่รู้ว่าสถานทูตจีนส่งจดหมายฉบับนี้ไปถึงมือประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หรือยัง? และถ้าจีนไม่สนใจ การเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำโขงจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหาร...หลายคนกลัวว่า อีกไม่นานชาวประมงลุ่มน้ำโขงอาจต้องไปตลาดเพื่อซื้อปลากิน ...
 
แม่น้ำโขงยาว 4,880 กม. ไหลผ่าน 6 ประเทศ
    
                1. ในจีน 2,130 กม.
   
                2. เป็นเส้นเขตแดนงจีน-พม่า 30 กม.
   
                3. เป็นเส้นเขตแดนพม่า-ลาว  230 กม.
  
                4. เป็นเส้นเขตแดนไทย-ลาว  950 กม.
   
                5.  ในลาว 780 กม.
   
                6.  ในกัมพูชา 490 กม.
  
                7.  ในเวียดนาม 230 กม.