แผนภาพ "เขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักและน้ำสาขาที่สำคัญ"

โดย โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA) ตุลาคม 2556

ในช่วงตั้งแต่กลางปี 2550 เป็นต้นมา มีการเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างถึง 13 โครงการด้วยกัน คือ โครงการเขื่อนปากแบ่ง, เขื่อนหลวงพระบาง, เขื่อนไซยะบุรี, เขื่อนปากลาย, เขื่อนสะนะคาม, เขื่อนลาดเสือ เขื่อนภูงอย เขื่อนท่าค้อ และเขื่อนดอนสะโฮง ในประเทศลาว, เขื่อนปากชม และเขื่อนบ้านกุ่ม บริเวณชายแดนไทย-ลาว, เขื่อนสตึงเตร็ง และเขื่อนซำบอ ในประเทศกัมพูชา

เขื่อนไซยะบุรี 1,285 เมกะวัตต์ เป็นเขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงตอนล่างที่กำลังดเนินการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ เขื่อนไซยะบุรีจะปิดกั้นลำน้ำโขงที่แขวงไซยะบุรี ทางตอนเหนือของประเทศลาว ห่างจากหลวงพระบางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร ปัจจุบันรัฐบาลลาวได้ให้สัมปทานก่อสร้างแก่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ของไทย มูลค่าการลงทุน 115,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารของไทย 6 แห่งให้การสนับสนุนเงินกู้และการค้ำประกัน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์, กสิกรไทย, กรุงเทพ, กรุงไทย, ทิสโก้ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ซึ่งประเทศไทย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจำนวน 1,220 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี และเริ่มขายไฟฟ้าได้ในเดือนมกราคม 2562 โดย กฟผ. จะต้องลงทุนในโครงการสายส่งอีกหลายหมื่นล้าน เพื่อรองรับไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนมกราคม 2562

การสร้างเขื่อนไซยะบุรีจะต้องอพยพชาวบ้าน 10 หมู่บ้านออกจากพื้นที่ เขื่อนจะก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนขนาด 49 ตารางกิโลเมตร หรือ 30,625 ไร่ มีความยาว 90 กิโลเมตร คือยาวขึ้นไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง ซึ่งจะปิดกั้นเส้นทางการอพยพของปลาในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปลาบึก ที่ต้องอพยพขึ้นไปผสมพันธุ์และวางไข่ รวมถึงทำลายระบบนิเวศที่เป็นทั้งเกาะแก่ง และวังน้ำลึก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยแพร่ขยายพันธุ์ของปลาในแม่น้ำโขง นอกจากนี้ อาชีพที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโขง เช่น การประมง การร่อนทอง การปลูกพืชริมฝั่งแม่น้ำโขงจะสูญเสียไปอย่างถาวร และอาจต้องพบกับความแปรปรวนของระดับน้ำโขงจากการปล่อยน้ำของเขื่อนไซยะบุรี เช่น ที่อำเภอเชียงคานอาจพบระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงมากถึง 3 เมตรต่อวัน

เขื่อนดอนสะโฮง 256 เมกะวัตต์ เป็นเขื่อนตัวที่สองที่ประเทศลาวประกาศจะเดินหน้าสร้างในเดือนพฤศจิกายน 2556 นี้ เขื่อนดอนสะโฮงจะสร้างปิดกั้น “ฮูสะโฮง” ในบริเวณสี่พันดอน ประเทศลาว ห่างจากพรมแดนกัมพูชาเพียง 1 กิโลเมตร ฮูสะโฮงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอพยพของปลาในลุ่มแม่น้ำโขง เพราะเป็นทางน้ำช่องทางเดียวที่ปลาสามารถอพยพผ่านได้ตลอดทั้งปี และเป็นเส้นทางอพยพสำคัญของปลาจากทะเลสาบเขมรในกัมพูชาที่จะว่ายขึ้นมายังประเทศลาวและประเทศไทย รายได้หลักของชาวบ้านในเขตสี่พันดอน 80-95 เปอร์เซ็นต์มาจากการหาปลา และรายได้จากการประมงในชุมชนแถบนี้ถือว่าค่อนข้างสูงมากสำหรับชาวบ้านในประเทศลาว นักวิชาการด้านประมงระบุว่า อัตราการอพยพของปลาในแถบนี้อาจสูงถึง 30 ตันต่อชั่วโมง และบริเวณสี่พันดอนซึ่งเป็นที่ตั้งของเขื่อนดอนสะโฮงนั้น ก็พบพันธุ์ปลามากกว่า 201 ชนิด บางชนิดเป็นปลาเฉพาะถิ่น เช่น ปลาสะอี ปลาเอินตาแดง และยังเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิระวดี ซึ่งใกล้สูญพันธุ์

นอกจากนี้ การผันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าของเขื่อนดอนสะโฮงนั้น จะส่งผลให้ปริมาณน้ำโขงที่ไหลผ่าน “น้ำตกคอนพะเพ็ง” และช่องทางน้ำอื่นๆ ในเขตสี่พันดอนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงฤดูแล้ง และจะพบความแปรปรวนของระดับน้ำท้ายเขื่อนดอนสะโฮงที่อาจต่างกันมากถึง 3 เมตรต่อวัน

นับตั้งแต่ปี 2549 เมื่อรัฐบาลลาวเริ่มลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อการสร้างเขื่อนกับบริษัทสัญชาติมาเลเซีย เมกะเฟิร์ท คอร์ปอเรชั่น ข่าวการสร้างเขื่อนแพร่กระจายไปในกลุ่มนักวิชาการประมงและภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาเขื่อนขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขง ทำให้โครงการถูกกระแสต่อต้านมาตั้งแต่เริ่มแรก นอกจากจดหมายเรียกร้องจากกลุ่มภาคประชาสังคมแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์กว่า 30 คน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลทุกประเทศแม่น้ำโขง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเพื่อยืนยันว่า หากสร้างเขื่อนที่ฮูสะโฮง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะ “เลวร้ายที่สุด” เพราะ เป็นเส้นทางอพยพที่สำคัญของปลาในลุ่มแม่น้ำโขง เป็นแหล่งอาศัยของโลมาอิระวดีฝูงสุดท้ายของลาว ที่สำคัญ จุดดังกล่าว เป็นแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งให้ผลผลิตด้านประมงน้ำจืดที่มากที่สุดใน ลาวและในโลก นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มยืนยันว่า มีปลาอย่างน้อย 201 สายพันธุ์ที่พบในบริเวณนี้ รวมถึงปลาที่อยู่ในภาวะคุกคามหรือใกล้สูญพันธุ์ เช่น ปลาสะอี ปลาเอินตาแดง หรือปลายี่สก นั่นหมายความว่า ปลาเหล่านี้อาจถึงจุดจบหากเขื่อนดอนสะโฮงเกิดขึ้น

ปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนถึงร้อยละ 78 สำหรับชาวบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำโขง การจับปลาเป็นกิจกรรมของครัวเรือนทางลาวตอนใต้ถึงร้อยละ 80 โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของลาวจากการประมงมีสัดส่วนระหว่างร้อยละ 6-8 ส่วนประเทศกัมพูชานั้นสูงถึงร้อยละ 12 ที่สำคัญ รายได้จากการจับปลาเฉพาะในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างนั้นก็สูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี อันเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถทดแทนได้โดยง่าย