เขื่อนสาละวิน: เขื่อนพม่า ไฟฟ้าเพื่อไทย

ปัจจุบัน แม่น้ำสาละวินตอนล่างในเขตพื้นที่พม่ามีแผนสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำรวม 6 เขื่อน[1] โดยมีนักลงทุนจากจีน พม่า ไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าจากไทย คือ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดย กฟผ.มีแผนรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนฮัตจี และเขื่อนท่าซาง และมีแผนที่จะนำไฟฟ้าจาก 2 เขื่อนนี้เข้าระบบเครือข่ายพลังงานของอาเซียน (ASEAN Grid) ผ่านโครงข่ายสายส่งของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

•เขื่อนฮัตจี (1,360 เมกะวัตต์) มูลค่าการลงทุน 80,000 ล้านบาท โดยมี บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ถือหุ้นอยู่ 36.5%

•เขื่อนมายตง หรือเขื่อนท่าซาง (7,110 เมกะวัตต์) มูลค่า การลงทุน 3.6 แสนล้านบาท โดยมี บริษัท กฟผ. อินเตอร์ เนชันแนล (EGATi) จำกัด (สัดส่วนการถือหุ้นยังไม่แน่นอน มีทั้งที่ระบุว่า 56.5% และ 30%)


เดือน กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา กฟผ.อินเตอร์ (EGATi) กล่าวถึงแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2556-2560) ของบริษัทโดยระบุถึงเขื่อนฮัตจีและเขื่อนมายตง และให้ข้อมูลว่าเขื่อนฮัตจีมีแผนจะปั่นไฟฟ้าขายให้ไทยในปี 2566 แต่ยังติดปัญหาการสู้รบของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่ได้ ในขณะที่ปัญหาความล่าช้าของโครงการมายตง (หรือเขื่อนท่าซางเดิม) คือ มีการเสนอ 2 โครงการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่มีผู้ถือหุ้นคนละกลุ่มคือ โครงการท่าซาง และโครงการมายตง แต่ล่าสุดกระทรวงพลังงานของไทยระบุว่า รัฐบาลพม่าได้เลือกโครงการมายตง โดยไทยจะถือหุ้น 30% ส่วนผู้ร่วมทุนใหญ่มาจากจีน คือบริษัท ซิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น และบริษัท Three Gorges Corporation (ผู้ถือหุ้นโครงการเขื่อนสามผาในจีน) เขื่อนมายตงจะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินโครงการประมาณ 12 ปี

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าไทยและพม่าอยู่ระหว่างจัดทำกรอบข้อตกลงความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้า ฉบับใหม่ โดยไทยจะขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากพม่า 10,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวิน (มายตง) 7,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย 3,000 เมกะวัตต์ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งกระทรวงพลังงานระบุว่า หากได้ข้อสรุปใดๆ จะต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ก่อน โดยกรอบการลงทุนดังกล่าว ยังเป็นการเชื่อมโยงระบบสายส่งอาเซียน (ASEAN Grid) โดยขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานได้เร่งรัดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เจรจารายละเอียดเพื่อจัดทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป

ทั้งนี้ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีบนแม่น้ำโขงในประเทศลาว ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ก็กำลังให้ความสนใจกับโครงการเขื่อนสาละวิน โดยระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางการลงทุน ในขณะที่ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) ก็ประกาศจะร่วมลงทุนโครงการเขื่อนมายตงด้วย

หากสร้างเขื่อน 2 แห่งนี้ จะทำให้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนกว่า 70,000 คนต้องถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ ป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่สายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคง ไหลอิสระ จะถูกทำลายลง รวมทั้งการล่มสลายของระบบนิเวศที่ปากแม่น้ำสาละวินด้วยเช่นกัน

**********************************

[1] หนังสือพิมพ์เมียนมาไทม์ วันที่ 18 สิงหาคม 2556 รายงานว่า พม่ากำลังจะเดินหน้าก่อสร้าง 3 เขื่อนจากแผนที่มีอยู่ 6 เขื่อนบนลำน้ำสาละวินในประเทศพม่า คือ เขื่อนกุนโหลง 1,400 เมกะวัตต์, เขื่อนหนองผา 1,000 เมกะวัตต์, เขื่อนมานตอง 200 เมกะวัตต์, เขื่อนมายตง 7,110 เมกะวัตต์, เขื่อน ยวาติ๊ด 4,000 เมกะวัตต์ และเขื่อนฮัตจี 1,360 เมกะวัตต์ โดยเขื่อนสามตัวแรกจะร่วมกับจีน ซึ่งได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้เรียบร้อยแล้ว ส่วน 3 เขื่อนหลังจะร่วมกับไทยและจีน โดยยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการการศึกษาความเป็นไปได้

 

อ่านเรื่องราว "สาละวิน" เพิ่มเติม ได้ที่ http://www.terraper.org/web/th/key-issues/salween-river