กอบโกยจากความหวานอันขมขื่น

กอบโกยจากความหวานอันขมขื่น:

รายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนของโครงการ “ทุกอย่างยกเว้นยุทโธปกรณ์”  (Everything But Arms) ของสหภาพยุโรปต่อประเทศกัมพูชา

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม Dipak C.Jain,

อาคารศศนิเวศ (SASA International House) ด้านข้างห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง

(Photo © Thomas Christofoletti 2013)

 

แถลงข่าว จากเวทีเปิดตัวรายงาน “กอบโกยจากความหวานอันขมขื่น”

ชาวบ้านกัมพูชาบุกไทยร้องกรรมการสิทธิ์-กรรมการปฏิรูปกฏหมาย: บริษัทน้ำตาลไทยละเมิดสิทธิมนุษยชน

วันนี้ (ศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556) ณ ศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาวบ้านจากจังหวัดเกาะกง โอดอร์เมียนเจย และกำปงสปือ ประเทศกัมพูชา ร่วมกับองค์กร Equitable Cambodia และ Inclusive Development International ซึ่งร่วมกันทำรายงานผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนของโครงการ “ทุกอย่างยกเว้นยุทโธปกรณ์ (Everything But Arms)” ของ สหภาพยุโรป ได้เปิดตัวรายงานและแถลงข่าวถึงปัญหาผลกระทบสิทธิมนุษยชนได้รับจากการที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้มีการขายสินค้าโดยปลอดภาษีจากกัมพูชาไปยังสหภาพยุโรปมานับตั้งแต่ปี 2544 แต่โครงการดังกล่าวกลับเอื้อให้เกิดการย้ายทุนจากต่างแดนเพื่อลงทุนทำไร่อ้อยขนาดใหญ่ และโรงงานตาลในกัมพูชา นำมาซึ่งปัญหาการแย่งที่ดินและละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้มีบริษัทน้ำตาลยักษ์ใหญ่ที่มีบริษัทแม่อยู่ในประเทศไทยเกี่ยวข้องด้วย

“โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ผ่านการกระตุ้นการเติบโตของภาคการส่งออก โดยให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country: LDC) ในการส่งสินค้าทุกชนิดยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปขายในตลาดยุโรปได้โดยปลอดภาษี ทว่า นโยบายถ้อยคำสวยหรูนี้ กลับกำลังก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามในประเทศกัมพูชา” เดวิด เพลด (David Pred) ผู้จัดการโครงการสากลเพื่อการพัฒนาที่ทั่วถึง (Managing Associate of Inclusive Development International) ผู้เขียนรายงานกล่าว และเสนอให้เห็นภาพปัญหาการเข้าครอบครองที่ดินสัมปทานของบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศหลายบริษัท

“การลงทุนปลูกอ้อยและทำโรงงานน้ำตาล เป็นสาเหตุของปัญหาการยึดแย่งที่ดินจากชาวบ้านที่เลวร้ายที่สุดในประเทศของเรา และเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ชาวบ้านกลับโดนขับไล่และไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ฉันเองโดนจับติดคุก 8 เดือนหลังจากร่วมประท้วงบริษัท และต้องคลอดลูกในคุก” นางฮอย ไม (Hoy Mai) ตัวแทนชุมชนจากอำเภอ สำโรง (Samrong) จังหวัดโอดอร์เมียนเจยกล่าว และเสริมว่า “ดิฉันรู้สึกผิดหวังที่บริษัทไทยยังปฏิเสธที่จะพบพวกเราเพื่อพูดคุยกัน”

“คนกัมพูชาหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกินและประสบกับความยากจนอย่างสาหัส ลูกหลานของเราต้องออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานจุนเจือครอบครัวโดยการเป็นคนงานในไร่อ้อยแทน และไม่มีหลักประกันในชีวิตใด ๆ” นายเตง กาว (Teng Kao) ตัวแทนชุมชนจากอำเภอสเรอัมบึล (Sre Ambel) จังหวัดเกาะกงผู้ได้รับผลกระทบเสริม

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ปลูกอ้อยในภาคอีสานของไทยร่วมแถลงสนับสนุนการเรียกร้องของชาวบ้านกัมพูชาด้วย

“การ ะเมิดสิทธิมนุษยชนของบริษัทไทยในประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้และประชาชนในภูมิภาคไม่ควรยอมให้เกิดกรณีเช่นนี้อีกต่อไป” อุบล อยู่หว้าจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกกล่าว

“ประชาชนไทยจำนวนมากเติบโตมากับการปลูกอ้อย แต่ชีวิตเรากลับไม่มีอะไรดีขึ้น ตรงกันข้าม เรากลับต้องเสียที่ดินให้บริษัทเพราะตกอยู่ในวงจรหนี้และสุขภาพเสื่อมโทรม จากการปลูกอ้อยด้วยสารเคมีมาชั่วนาตาปี โดยที่บริษัทไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของเราที่ทำงานกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า” นายพิชิตพล แสนโคตร จากเครือข่ายเกษตรกรพันธะสัญญากล่าว

ทั้งนี้ นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายสมชาย หอมลออ คณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย ต่างยืนยันว่าการตรวจสอบบริษัทไทยเพื่อให้สังคมเข้าใจประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนสามารถทำได้ และน่าจะเป็นประโยชน์กับความก้าวหน้าของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมและประชาชนอาเซียน

“พฤติกรรมของบริษัท พูดได้ว่าขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหลายฉบับที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้ และยังมีความผิดตามหลักกฎหมายสากลในหลายข้อ และจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน” นายสมชาย หอมลออกล่าว

“ขอยืนยันว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีขอบเขตอำนาจในการตรวจสอบบริษัทไทย และเราทำร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในประเทศอาเซียนด้วย” นายแพทย์นิรันดร์ กล่าว หลังการรับคำร้องจากประชาชนกัมพูชา

ทั้งนี้ในปัจจุบัน ประชาชนและองค์กรในกัมพูชากำลังทำการยื่นคำร้องเพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบบริษัทน้ำตาลมิตรผลและบริษัทน้ำตาลขอนแก่นของไทยและ เป็นกรณีที่กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ