สรุปสถานการณ์โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน

14 มีนาคม 2557 

โดย เครือข่ายสาละวินวอท์ช (Salween Watch)

เดือนสิงหาคม 2556 มีรายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงไฟฟ้าพม่าเปิดเผยว่าพม่ากำลังมีแผนพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 6 แห่งบนแม่น้ำสาละวินในพม่า ได้แก่ เขื่อนสาละวินตอนบน หรือกุ๋นโหลง (1,400 เมกกะวัตต์) เขื่อนหนองผา (1,000 เมกกะวัตต์) เขื่อนมายตง หรือเขื่อนท่าซาง (7,110 เมกกะวัตต์)  เขื่อนมานตอง บนแม่น้ำสาขา (200 เมกกะวัตต์) ทั้งสามโครงการนี้อยู่ในรัฐฉาน เขื่อนยวาติ๊ด ในรัฐคะยา หรือรัฐคะเรนนี (4,000 เมกกะวัตต์) และเขื่อนฮัตจี ในรัฐกะเหรี่ยง (1,360 เมกกะวัตต์) ทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนโดยบริษัทจีน กฟผ.อินเตอร์ ของไทย และบริษัทพม่า โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการ 4-10 ปีหลังจากลงนามในข้อตกลง

ข้อมูลจากสำนักข่าวในไทย ยังระบุถึงอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการแม่สะเรียง 1 และ แม่สะเรียง 2 ซึ่งไม่มีข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเขื่อนทั้ง 2 โครงการนี้ คาดว่าหมายถึงโครงการเขื่อนส่าละวินชายแดนไทย-พม่า หรือเวยจี และดา-กวิน ซึ่งเป็นโครงการเดิมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เคยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาโครงการกับพม่าไว้

แม่น้ำสาละวินที่ไหลจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต สู่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน สู่พม่าและไทย รวมความยาว 2,800 กิโลเมตรจากยอดเขาสู่ทะเลอันดามัน เป็นแม่น้ำนานาชาติสายท้ายๆ ในโลก ที่ยังคงไหลอย่างอิสระ แม่น้ำสาละวินมีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมากที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค และเป็นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อย่างน้อย 13 กลุ่ม อาทิ นู ลีซู ตู่หลง ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ปะโอ คะเรนนี มอญ

กว่าทศวรรษที่ผ่านมามีการวางแผนโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ทั้งหมด 13 โครงการในเขตประเทศจีน และอีก 6 โครงการบนลุ่มน้ำทางตอนล่าง ในพม่า และชายแดนไทย-พม่า

ที่ผ่านมามีข้อมูลจากในพื้นที่เขื่อนเหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะน้อยมาก เนื่องจากความไม่สงบในรัฐชาติพันธุ์ในพม่า และมักไม่มีการเปิดเผยข้อมูลจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายสาละวินวอชต์จึงรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อน ซึ่งมีความเคลื่อนไหวและความคืบหน้า ดังนี้

 

โครงการเขื่อนสาละวินตอนบนในจีน

            แม่น้ำสาละวินตอนบนมีแผนก่อสร้างเขื่อนแบบขั้นบันได 13 เขื่อน แต่การก่อสร้างได้หยุดไปหลายรอบเนื่องจากการคัดค้านจากองค์กรภาคประชาสังคมและเหตุผลด้านความเสี่ยงทางธรณีวิทยา ในแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12 ของจีนมีโครงการเขื่อน 5 โครงการจาก 14 โครงการ วางแผนที่จะเริ่มการก่อสร้าง ได้แก่ เขื่อนซองทา หม่าจี ยาปีลั่ว ลิ่วคู่ และไซ่เก๋อ สำหรับเขื่อนซองทาซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนมณฑลยูนนาน-ทิเบต มีการเริ่มเตรียมการในเบื้องต้น มีรายการว่าพบอุปกรณ์และพาหนะที่ใช้ในการสำรวจที่หัวงานเขื่อนหลายแห่ง โดยเฉพาะที่เขื่อนหม่าจี แต่จวบจนต้นปี 2557 ยังไม่เริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด 

            แม่น้ำสาละวินไหลพาดผ่านรอยเลื่อนเปลือกโลกที่สำคัญ นักธรณีวิทยาได้เตือนถึงความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นหากเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนบนเดินหน้าก่อสร้างและกักเก็บน้ำซึ่งจะกระตุ้นการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก-แผ่นดินไหว

            ตอลดลุ่มน้ำสาละวินตอนบนในจีนมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กว่า 10 กลุ่มอาศัยอยู่ซึ่งวิถีชีวิตของประชาชนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงหากมีการก่อสร้างเขื่อน รายงานฉบับล่าสุดขององค์กรภาคประชาสังคม 19 องค์กร ที่ชื่อว่า “รายงานฉบับสุดท้ายของแม่น้ำจีน” ได้เรียกร้องให้ชะลอโครงการเขื่อนทั้งหมดบนแม่น้ำสาละวินตอนบน เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นแม่น้ำสายสุดท้ายที่ยังไหลอย่างอิสระเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป

 

โครงการเขื่อนกุ๋นโหลง

            ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉาน เขตปกครองของกองกำลังโกก้าง ใกล้ชายแดนจีน เขื่อนมีกำลังผลิตติดตั้ง 1,400 เมกกะวัตต์ ไฟฟ้าจำนวน 1,200 เมกกะวัตต์จะส่งไปขายยังประเทศจีนโดยเชื่อมต่อกับระบบสายส่งจีนใต้ ข้อมูลจากบริษัท Hydrochina Kunmig Engineering ระบุว่ามีหมู่บ้านหลายแห่งที่จะได้รับผลกระทบ โดยมีการจัดทำรายการการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไปแล้วแต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และมีการก่อสร้างโครงการอย่างลับๆ โดยคืบหน้าไปมากแล้ว

            สำหรับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เมื่อปี 2553 กองทัพพม่าได้ส่งกำลังเข้าไปโจมตีกองกำลังโกก้างซึ่งไม่ยอมเข้าเป็นกองกำลังคุ้มครองชายแดน (BGF) ตามนโยบายของกองทัพพม่า ส่งผลให้ประชาชนกว่า 30,000 คน ต้องอพยพหนีการสู้รบไปยังชายแดนจีน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) ออกรายงานระบุว่าโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินนอกจากกระทบกับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว อาจยังส่งผลกระทบต่อการสร้างสันติภาพในพม่า พบว่าในพื้นที่สร้างเขื่อนมีการสู้รบกันระหว่างกองทัพพม่าและกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม จึงเรียกร้องให้ยุติสร้างเขื่อน

ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเปิดเผยว่า พื้นที่สร้างเขื่อนในเมืองกุ๋นโหลง ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองโก้ดข่ายนั้นยังไม่มีความมั่นคง เพราะอยู่ใกล้กับพื้นที่ควบคุมของกองกำลังโกกั้ง และเขตปกครองของกองทัพว้า นอกจากนี้ยังพบมีผู้ลี้ภัยในพื้นที่ จากการปะทะกันอยู่บ่อยครั้งระหว่างทหารพม่า และทหารดาระอั้ง( Ta’ang National Liberation Army -TNLA) รวมถึงทหารคะฉิ่น KIA (Kachin Independence Army) ขณะที่ปัจจุบันพบว่า มีทหารพม่าทั้งหมด 5 กองพันประจำอยู่ในเขตพื้นที่สร้างเขื่อน

ขณะที่ก่อนหน้านี้รองรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของพม่าได้กล่าวในรัฐสภาว่า มีแผนจะสร้างเขื่อน 6 แห่งบนแม่น้ำสาละวิน โฆษกของ SHRF เปิดเผยว่าไร่นาและที่ดินซึ่งเป็นของชาวบ้านราว 2 หมื่นคน จาก 60 กว่าหมู่บ้านตามแม่น้ำสาละวินกำลังถูกทำลายนับตั้งแต่เริ่มมีการก่อสร้างถนนเชื่อมไปยังโครงการเขื่อน โดยชาวบ้านไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ “ชาวบ้านไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆจากโครงการนี้ ดังนั้นโครงการสร้างเขื่อนนี้ควรจะยุติ”

 

โครงการเขื่อนหนองผา

            ตั้งอยู่ในรัฐฉาน มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อพัฒนาโครงการเมื่อครั้งที่นายสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีนเดินทางเยือนพม่าในปี 2553 ที่ผ่านมามีการเปิดเผยข้อมูลโครงการเขื่อนหนองผาน้อยมาก และการเข้าถึงพื้นที่เป็นไปได้ยาก ทำให้แทบไม่มีข้อมูลในพื้นที่ออกสู่ภายนอก

            โครงการเขื่อนหนองผาเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลพม่า บริษัทสัญชาติพม่า International Group of Entrepreneurs-IGE และบริษัท Hydrochina Corporation สัดส่วนในการถือหุ้น คือรัฐบาลพม่าร้อยละ 15 และสองบริษัทอีกร้อยละ 85 เขื่อนหนองผามีกำลังผลิตติดตั้ง 1,200 เมกกะวัตต์ โดยไฟฟ้าร้อยละ 90 จะส่งไปขายแก่ประเทศจีน

เขื่อนหนองผาตั้งอยู่ในเขตปกครองพิเศษของกองกำลังสหรัฐว้า (UWSA) ในปี2556 กองทัพพม่าได้ส่งกำลังพลกว่า 1,000 คน เข้าล้อมพื้นที่ของกองกำลังไทใหญ่ SSPP/SSA (เหนือ) และ RCSS/SSA (ใต้)  ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์และเป็นบริเวณติดกับพื้นที่ของว้า UWSA ทหารพม่าส่งสัญญาณเข้าโจมตีว้าในอนาคตอันใกล้  ซึ่งบริเวณที่จะสร้างเขื่อนจึงตั้งอยู่ในพื้นที่การสู้รบ

 

โครงการเขื่อนท่าซาง

ปัจจุบันมีชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิ เขื่อนสาละวินตอนเหนือ (Upper Thanlwin) หรือเขื่อนมายตง (Mangtong, Mai Tong) ตามชื่อเมืองโต๋น ที่ตั้งของเขื่อนในรัฐฉาน เป็นการร่วมทุนของ กฟผ.อินเตอร์ (บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) บริษัท China Three Gorges Corp และ Sinohydro เขื่อนท่าซางมีกำลังผลิตติดตั้ง 7,110 เมกกะวัตต์ โดยข้อมูลจากกฟผ. ระบุว่า กฟผ.อินเตอร์ ถือหุ้น 56.5 % มีวงเงินลงทุนรวม 3.6 แสนล้านบาท

หลังจากการกวาดล้างใหญ่โดยกองทัพพม่าในช่วงปี 2539 ที่ทำให้ประชาชนในรัฐฉานกว่า 3 แสนคนต้องหนีภัยสงครามออกจากพื้นที่ซึ่งส่วนหนึ่งคือพื้นที่เขื่อนท่าซาง ในช่วงที่ผ่านมายังมีการสู้รบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ในเดือนธันวาคม 2556 มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทใหญ่รายงานว่าชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนท่าซางถูกทหารพม่าเกณฑ์แรงงานทาส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ในอ่างเก็บน้ำ รายงานระบุว่าทหารพม่าจำนวน 4 กองพลได้เกณฑืแรงงานชาวบ้านใน 9 หมู่บ้านในเขตเมืองปูหลงเพื่อนำทางให้แก่หทาร สร้างและซ่องแซมค่ายทหารและถนน นอกจากนี้ยังมีการรีดไถอาหารและเงินจากชาวบ้าน การรีดนาทาเร้นดังกล่าวส่งผลต่อการอพยพของผู้ลี้ภัยสู่ชายแดนไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่รัฐฉาน

ชายวัน 40 ปีจากเมืองปูหลงที่เพิ่งอพยพมาถึงชายแดนที่ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าครอบครัวของตนเพิ่งมาถึงในปี 2556 เนื่องจากถูกทหารพม่าบังคับใช้แรงงาน แบกของให้แก่หทาร มีหลายครั้งที่ชาวบ้านเกือบเหยียบโดยกับระเบิด “ไปเป็นแรงงาน (ให้ทหารพม่า) บางครั้งต้องไป 10 วัน ต้องเอาข้าวไปเอง งานของตัวเองไม่ได้ทำ ต้องไปแบกของหนักๆ บางครั้งเกือบเดินไม่ไหว”

พื้นที่โครงการเขื่อนยังมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง ในเดือนพฤศจิกายนมีการปะทะระหว่างของทัพรัฐฉานใต้ SSA-S